เรามาเรียนเรื่องกริยากันเถอะค่ะ

Verb (กริยา) คือคำที่ใช้แสดงอาการหรือการกระทำหรือถูกกระทำของประธานของประโยค รวมถึงการบอกถึงอาการมีอยู่ (Have) หรือเป็นอยู่ (Be) ก็จะใช้กริยาเป็นตัวบอกเช่นกัน คำกริยา ถือว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดส่วนหนึ่งในประโยค เพราะถ้าไม่มีกริยาแล้วย่อมสร้างเป็นประโยคไม่ได้ เช่น
Revadee runs very fast.
เรวดีวิ่งเร็วมาก (กริยา runs บอกการกระทำของ Revadee ซึ่งเป็นประธาน)
Supot will come to visit me next week.
สุพจน์จะมาเยี่ยมผมในสัปดาห์หน้า (บอกการกระทำของสุพจน์)
The plane rose to a great height.
เครื่องบินบินได้สูงมาก (บอกอาการของเครื่องบิน)
Somchai climbed the mountain.
สมชายได้ปีนเขาลูกหนึ่ง (บอกการกระทำของสมชาย)

จากตัวอย่างข้างบนนั้นจะเห็นได้ว่าคำกริยานั้นได้บอกอาการต่างๆ ของประธานของประโยค ดังนั้นคำกริยาจึงเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของประโยค เพราะถ้าขาดคำกริยาแล้วความหมายของประโยคย่อมไม่สมบูรณ์แน่นอน
คำกริยาในภาษาอังกฤษนั้นสามารถบอกเราได้หลายอย่าง ดังนี้
1. คำกริยาบางกลุ่มจะบอกการกระทำ (Action) ว่า คน สัตว์ หรือสิ่งของนั้นทำอะไร หรือบอกว่า คน สัตว์ หรือสิ่งของนั้นๆ ถูกกระทำ (is done) เช่น
My wife laughs.
ภรรยาของผมหัวเราะ
The clock strikes.
นาฬิกาตีบอกเวลา
Samran ran very fast.
สำราญวิ่งเร็วมาก
Tom is punished.
ทอมถูกทำโทษ


2. กริยาบางกลุ่มจะบอกอาการเป็นอยู่ หรือคงอยู่ (ได้แก่ กริยา verb to be)
He is a student.
เขาเป็นนักเรียน
Those dogs are dead.
สุนัขเหล่านั้นตายแล้ว
There are twenty students in my class.
มีนักเรียนในห้องเรียนของผม 20 คน

3. กริยาบางกลุ่มจะแสดงถึงความเป็นเจ้าของ (Possession) ได้แก่ กริยา verb to have เช่น
My father has a car.
คุณพ่อของผมมีรถยนต์คันหนึ่ง
I have ten books on my desk.
ผมมีหนังสือ 10 เล่มบนโต๊ะทำงาน
She has many houses in Bangkok.
หล่อนมีบ้านหลายหลังที่กรุงเทพฯ


กริยาในภาษาอังกฤษสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ได้ดังนี้
1. Transitive Verb กริยาที่ต้องการกรรม
2. Intransitive Verb กริยาไม่ต้องการกรรม
3. Finite Verb กริยาสำคัญของประโยค (กริยาหลัก)
4. Non-Finite Verb กริยาไม่แท้
5. Auxiliary Verb กริยาช่วย

กริยาตามที่กล่าวแล้วข้างต้นนั้นเป็นการแบ่งแบบกว้างๆ แต่ถ้าจะแบ่งให้เห็นรูปชัดเจนและเข้าใจง่าย กริยาสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
1. Principal Verb หรือ Main Verb (กริยาแท้)
2. Auxiliary Verb (กริยาช่วย)

การแบ่งกริยาออกเป็น 2 กลุ่ม คือเป็นกริยาแท้และกริยาช่วย จะทำให้สามารถอธิบายและ
ทำความเข้าใจรูปของกริยา (Forms) และหน้าที่ของกริยา (Functions) ได้ง่ายขึ้น รวมถึงการนำไปใช้ก็สามารถนำไปใช้ได้ง่ายขึ้นด้วย ดังจะอธิบายต่อไปนี้

Principal Verbs (กริยาแท้) คือกริยาที่สามารถผันได้เป็น 3 ช่อง และสามารถทำหน้าที่เป็นกริยาหลัก และมาได้ตามลำพังตัวเดียวในประโยคหรือมาคู่กับกริยาช่วยก็ได้ โดยกริยาแท้ของประโยคสามารถเป็นได้ทั้ง Action Verb (กริยาที่แสดงการกระทำ) State of being or existence (กริยาที่แสดงความเป็นอยู่หรือคงอยู่) หรือ Possession (กริยาที่แสดงความเป็นเจ้าของ) กริยาแท้จะมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง และจะมีรูปร่างเปลี่ยนไปตามกาล (Tenses) เช่น
Sona is an English woman.
โซน่าเป็นผู้หญิงชาวอังกฤษ
She has a Thai husband.
หล่อนมีสามีเป็นคนไทย
Sona writes a letter to her husband.
โซน่าเขียนจดหมายไปถึงสามีของหล่อน (Present tense)
Sona is writing a letter to her husband.
โซน่ากำลังเขียนจดหมายไปถึงสามีของหล่อน
(ใช้คู่กับกริยาช่วยคือ is เป็น Present Con.)
Sona has written a letter since 9 o’clock.
โซน่าได้เขียนจดหมายตั้งแต่ 9 โมงเช้าแล้ว
(ใช้คู่กับกริยาช่วย has เป็น Present Perfect)
Sona wrote a letter to her husband yesterday.
โซน่าได้เขียนจดหมายถึงสามีเมื่อวานนี้ (wrote อยู่ในรูปอดีต ช่องที่ 2)
Sona will write a letter to her husband tomorrow.
โซน่าจะเขียนจดหมายถึงสามีในวันพรุ่งนี้
(ใช้ write ร่วมกับกริยาช่วย will เป็น future simple)

จะเห็นได้ว่ากริยาแท้ที่เห็นในประโยคตัวอย่างข้างบนนั้นมีหลายรูป ทั้งรูปช่องที่ 1 ช่องที่ 2 และช่องที่ 3 อีกอย่างบางประโยคมีกริยาแท้เพียงตัวเดียว ไม่มีกริยาช่วย แต่บางประโยคมีกริยาช่วยอยู่ด้วย ซึ่งประโยคที่มีกริยาช่วยอยู่ด้วยนี้จะทำให้กริยาแท้ที่ตามหลังมามีรูปแตกต่างกันไป


TWO KINDS OF MAIN VERBS
(กริยาแท้ 2 ชนิด)

1. Transitive Verb (กริยาต้องการกรรม)
2. Intransitive Verb (กริยาไม่ต้องการกรรม)


TRANSITIVE VERB

Transitive Verb คือกริยาที่ต้องการกรรมมารองรับ และกริยาประเภทนี้สามารถเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Action Verbs เพราะกริยา Transitive Verbs จะแสดงอาการกระทำที่ประธาน (Subject) ของประโยคได้กระทำออกมา โดยกระทำผ่านทางกริยา เช่น
Saichon poured the milk.
สายชลได้เทนม
(poured เป็นกริยาแท้ของประธานและเป็นกริยาที่ต้องการกรรมมารองรับ เพราะถ้าพูดว่า Saichon poured จะทำให้ไม่เข้าใจความหมายได้สมบูรณ์ว่าสายชลเทอะไร เช่น เทน้ำ เทน้ำมัน เป็นต้น เพราะไม่ได้ระบุแน่ชัดว่าเทอะไร ส่วนคำว่า the milk ที่อยู่ด้านหลัง poured ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา และกริยาที่ต้องการกรรมตัวอื่นก็จะมีลักษณะเดียวกันนี้)
Peerapong likes mango.
พีรพงษ์ชอบทานมะม่วง
Valaiporn gave me an English book.
วลัยภรณ์ได้ให้หนังสือภาษาอังกฤษเล่มหนึ่งแก่ผม
I know Miss Joy very well.
ผมรู้จักคุณจอยดีมากเลย
The driver stopped the train.
คนขับรถไฟได้หยุดรถไฟแล้ว
The horse kicked the man.
ม้าเตะผู้ชายคนนั้น
My father sent me a long letter.
คุณพ่อของฉันได้ส่งจดหมายฉบับยาวมากมาถึงฉัน
He told me a story.
เขาเล่าเรื่องหนึ่งให้ผมฟัง

จากตัวอย่างเหล่านี้จะเห็นได้ว่ากริยาจำพวก liked, gave, know, stopped, kicked, sent, told และอื่นๆ อีกมากมายต้องการกรรมมารองรับ ความจริงแล้วแม้ไม่มีกรรมก็พอรู้บ้างว่าประธานทำอะไร แต่มันไม่สมบูรณ์ ดังนั้นเมื่อใส่กรรมเข้ามาประโยคเหล่านี้จึงดูสมบูรณ์ขึ้น เนื้อหาทำให้มากขึ้น


กรรมของกริยา

Transitive Verbs (กริยาที่ต้องการกรรม) โดยมากแล้วจะมีกรรมเพียงตัวเดียว แต่มีกริยาบางกลุ่ม บางตัวที่มีกรรม 2 ตัว เช่น กริยาจำพวก

give (ให้) ask (ถาม) offer (เสนอ ให้)
promise (สัญญา) tell (บอก) choose (เลือก)
allow (อนุญาต) instruct (สอน) permit (อนุญาต)
teach (สอน) prepare (เตรียม) cause (เป็นเหตุให้)

She allows the speaker two hours.
หล่อนให้เวลาผู้บรรยายสองชั่วโมง
He causes his family trouble.
เขาทำความยุ่งยากให้กับครอบครัวตัวเอง
Ladda teaches her sister English.
ลัดดาสอนภาษาอังกฤษให้น้องสาวของหล่อน


OBJECTS OF TRANSITIVE VERBS
(กรรมของกริยาต้องการกรรม)

กรรมของกริยา Transitive Verbs มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ
1. Direct Object (กรรมตรง)
2. Indirect Object (กรรมรอง)

1. Direct Object คือกรรมตรงของกริยาที่ต้องการกรรม (Transitive Verb) จะเรียกว่ากรรมตรงของประโยคก็ได้ โดยปกติแล้วกรรมตรงจะถูกวางไว้หลังกรรมรอง (Indirect Object) เช่น

She sent me a letter.
หล่อนได้ส่งจดหมายมาถึงผมฉบับหนึ่ง
(a letter เป็นกรรมตรงของกริยา sent และวางไว้หลังกรรมรอง คือ me)
Mr.Dale told me the story.
คุณเดลได้เล่าเรื่องหนึ่งให้ผมฟัง
Miss Sona teaches me English.
คุณโซน่าสอนภาษาอังกฤษให้ผม
My wife sent me a massage.
ภรรยาของผมได้ส่งข้อความมาให้ผม
My mother will buy me a car.
คุณแม่ของผมจะซื้อรถยนต์ให้ผมคันหนึ่ง
My teacher can spare me a few minutes.
คุณครูของผมสามารถให้เวลากับผมได้สองสามนาที

กรรมที่เน้นตัวอักษรดำในประโยคข้างบน ล้วนทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยาของประโยคตัวเองทั้งนั้น และที่น่าสังเกตคือกรรมตรงนิยมวางไว้หลังกรรมรอง และกรรมตรงจะเป็นวัตถุ สิ่งของ ส่วนกรรมรองเป็นคน ดังนั้นแม้กรรมตรงจะวางไว้หน้าหรือหลังกรรมรองก็สามารถแยกออกได้ถ้ารู้ว่ากรรมตรงมักจะไม่ใช่คน

2. Indirect Object คือกรรมรองของกริยาที่ต้องการกรรม (Transitive) จะเรียกว่า กรรมรองของประโยคก็ได้ โดยปกติแล้วกรรมรองจะถูกวางไว้หน้ากรรมตรง (Direct Object) และกรรมรองมักจะเป็นคน เช่น
My mother will buy me a new house.
คุณแม่ผมจะซื้อบ้านหลังใหม่ให้ผม
(me ทำหน้าที่เป็นกรรมรองของกริยา buy และ me วางไว้หน้ากรรมตรงของกริยาคือ a new house ตัวอย่างอื่นๆ ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันนี้)
I will send her a doll.
ผมจะส่งตุ๊กตาตัวหนึ่งไปให้หล่อน
She gave me an apple.
หล่อนได้ให้แอปเปิลแก่ผมลูกหนึ่ง
She sent me a letter.
หล่อนได้ส่งจดหมายมาถึงผมฉบับหนึ่ง
Mr.Dale told me the story.
คุณเดลได้เล่าเรื่องหนึ่งให้ผมฟัง
Miss Sona teaches me English.
คุณโซน่าสอนภาษาอังกฤษให้ผม
My wife sent me a massage.
ภรรยาของผมได้ส่งข้อความมาให้ผม
My teacher can spare me a few minutes.
คุณครูของผมสามารถให้เวลากับผมได้สองสามนาที

ข้อสังเกต : 1. กริยาที่ต้องการกรรม ถ้าสมมติว่ามีกรรมตัวเดียว กรรมตัวนั้นจะเป็นกรรมตรงของกริยา เพราะมีแค่หนึ่งตัว และถ้าเป็นกรรมตัวเดียวจะเป็นได้ทั้งคน สัตว์ สิ่งของ
2. กริยาที่มีกรรม 2 ตัว กรรม 2 ตัวนั้นจะประกอบด้วย กรรมตรง (Direct Object) และกรรมรอง (Indirect Object) โดยปกติแล้วกรรมตรงนิยมวางไว้หลังกรรมรองตามตัวอย่างที่กล่าวมาแล้ว
3. ถ้าต้องการนำกรรมตรง (Direct Object) มาวางไว้หน้ากรรมรอง (Indirect Object) ก็สามารถทำได้ โดยการนำเอาคำบุพบท (Prepositions) จำพวก to หรือ for มาคั่นกลางระหว่างกรรมตรงกับกรรมรอง เช่น
Dale told the story to me.
คุณเดลได้เล่าเรื่องเรื่องหนึ่งให้ผมฟัง
(story เป็นกรรมตรง ส่วน me เป็นกรรมรอง ใช้ to คั่น เมื่อนำกรรมตรง
วางไว้หน้ากรรมรอง)
Jerisuda wrote a long letter to me.
เจริสุดาได้เขียนจดหมายยาวมากฉบับหนึ่งมาถึงผม
You should buy a new car for yourself.
คุณควรจะซื้อรถยนต์คันใหม่ให้กับตนเอง
I shall send a message to my girlfriend.
ฉันสามารถส่งข้อความไปให้คนรักของฉันได้
Will you make a cup of tea for me?
ขอชาสักถ้วยได้หรือเปล่าครับ / ค่ะ


ตารางเปรียบเทียบ
การใช้กรรมตรงและกรรมรอง

วางกรรมรองไว้หน้ากรรมตรง
ลำดับที่ ประธาน + กริยา กรรมรอง กรรมตรง
1. We shall send her a book.
2. My university gave me a scholarship.
3. Thasawan has given my brother her address.
4. Sona wrote me a long letter.
5. You should buy your mother a new car.
6. Can you write me an essay?

วางกรรมตรงไว้หน้ากรรมรอง
ลำดับที่ ประธาน+กริยา กรรมรอง บุพบท กรรมตรง
1. We shall send a book to her.
2. My university gave a scholarship to me.
3. Thasawan has given her address to my brother.
4. Sona wrote a long letter to me.
5. You should buy a new car for your mother.
6. Can you write an essay to me?

INTRANSITIVE VERBS

Intransitive Verb คือกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารองรับก็สามารถเข้าใจเนื้อความของ
ประโยคได้ เพราะกริยาที่เป็น intransitive verb จะมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเองอยู่แล้ว และแม้ด้านหลังของกริยา intransitive verb จะมีคำหรือกลุ่มคำอยู่ด้วยก็ไม่ถือว่าเป็นกรรมของกริยา เพราะคำเหล่านั้นจะเป็นเพียงส่วนเติมเต็มของประโยคเท่านั้น เช่น
The baby sleeps.
เด็กนอนหลับ
(sleeps ไม่ต้องอธิบายก็เข้าใจอาการได้ดี ดังนั้นจึงไม่ต้องมีกรรม)
My teacher sleeps for ten hours a day.
คุณครูของฉันนอน 10 ชั่วโมงต่อวัน
(มีกลุ่มคำตามหลัง sleeps แต่กลุ่มคำที่ตามหลังนั้นไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกรรม
ของกริยา ทำหน้าที่เป็นเพียงส่วนเติมเต็มของประโยคเท่านั้น)
Thawush ran a long distance.
ธวัชวิ่งได้ไกลมาก
There is a flaw in this diamond.
มีข้อตำหนิในเพชรเม็ดนี้
(กริยา verb to be เป็นกริยาที่ไม่ต้องการกรรมเสมอ เพราะเป็นกริยาแสดง
ความเป็นอยู่หรือคงอยู่ กริยาตัวนี้ต้องการเพียงส่วนเติมเต็มเท่านั้น)
The old man sat slowly.
ชายแก่คนนั้นนั่งลงอย่างช้าๆ

ข้อสังเกต : กริยาส่วนมากสามารถทำหน้าที่เป็นได้ทั้ง Transitive verb และ Intransitive verb ดังนั้นเวลาใช้จึงไม่ควรกำหนดตายตัวลงไปว่ากริยาตัวนี้หรือตัวนั้นเป็น Transitive verb หรือ Intransitive verb อย่างเดียว แต่ควรดูที่หน้าที่ของกริยานั้นๆ ว่าทำหน้าที่เป็น Transitive verb หรือ Intransitive verb ในประโยคนั้นๆ เช่น
The driver stopped the car.
คนขับรถได้หยุดรถยนต์ (ใช้กริยาเป็น transitive)
The car stopped suddenly.
รถยนต์คันนั้นหยุดอย่างกะทันหัน (ใช้กริยาเป็น intransitive)
The horse kicked the man.
ม้าตัวนั้นเตะผู้ชายคนนั้น (ใช้กริยาเป็น transitive)
This horse never kicks.
ม้าตัวนี้ไม่เคยเตะเลย (ใช้กริยาเป็น intransitive)
Please boil some water.
กรุณาต้มน้ำด้วย (ใช้กริยาเป็น transitive)
The water is boiling.
น้ำกำลังเดือด (ใช้กริยาเป็น intransitive)
You must always speak the truth.
คุณต้องพูดความจริงเสมอนะ (ใช้กริยาเป็น transitive)
You spoke for more than an hour.
คุณได้พูดมากกว่า 1 ชั่วโมง (ใช้กริยาเป็น intransitive)

กริยา LINKING VERBS

Linking Verb คือกริยาที่ใช้เชื่อมส่วนที่เป็นประธานกับส่วนขยายหรือส่วนเติมเต็มของประโยคเข้าด้วยกัน และส่วนเติมเต็มจะวางไว้หลังกริยา Linking Verb เสมอ ที่ต้องใช้ Linking Verb เชื่อม เพราะว่า Linking Verb จะไม่ทำให้เนื้อความของประโยคนั้นๆ เปลี่ยนแปลงหรือเสียหายไป เพราะ Linking Verb ทำหน้าที่เป็นเพียงตัวเชื่อมระหว่างประธานและส่วนขยายเข้าด้วยกันเท่านั้น และคำที่อยู่ด้านหลังของ Linking Verb ก็ไม่ถือว่าเป็นกรรมของกริยา เพราะกริยา Linking Verb ไม่ต้องการกรรมมารองรับนั่นเอง ส่วนคำที่ตามมาด้านหลังของกริยา Linking Verb นั้นมีหลายชนิด เช่น
NOUNS (คำนาม)
ADJECTIVES (คำคุณศัพท์)
ADVERBS (คำกริยาวิเศษณ์)
PRONOUNS (คำสรรพนาม) เป็นต้น


KINDS OF LINKING VERBS

กริยา Linking Verb สามารถแบ่งตามลักษณะการใช้งานได้เป็น 3 ชนิด ดังนี้
1. Linking Verb แท้ คือกริยาที่ทำหน้าที่เป็น Linking Verb ได้อย่างเดียว มีดังนี้

be become appear
remain seem

My teacher seems nice.
คุณครูของผมดี
My room is comfortable.
ห้องของผมสะดวกสบายดี (เหมาะสมดี)
We feel happy now.
พวกเรามีความสุขดีในตอนนี้
Somchai became a teacher.
สมชายได้เป็นครูสอนหนังสือแล้ว

2. Linking Verb จำพวกแสดงสัมผัสรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส มีดังนี้
look taste
smell sound

My friend looks handsome in his school uniform.
เพื่อนของผมหล่อมากเวลาสวมชุดนักเรียน
He looks smart.
เขาองอาจ
Ladda looks beautiful.
ลัดดาดูสวย
Thai food tastes good.
อาหารไทยรสดี
The flowers smell sweet.
ดอกไม้มีกลิ่นหอม
It sounds good.
เรื่องนี้ฟังดูดี

3. กริยาบางตัวไม่ใช่กริยา Linking Verb แต่ถูกนำมาใช้เป็นเหมือน Linking Verb ดังนี้

go come get
fall prove


Something went wrong.
มีบางอย่างผิดพลาด
My dream came true.
ความฝันของผมกลายเป็นจริง
She fell silent.
หล่อนนิ่งไป
My students proved dishonest.
นักเรียนของผมหลายคนไม่ซื่อสัตย์

REGULAR AND IRREGULAR VERBS


กริยาในภาษาอังกฤษที่ชื่อว่าเป็นกริยาแท้ได้นั้น จะต้องสามารถผันได้เป็น 3 ช่อง กริยาที่ไม่สามารถผันได้ถึง 3 ช่อง ไม่ถือว่าเป็นกริยาแท้ และการผันกริยาแท้ให้ครบ 3 ช่องนี้ สามารถทำได้ 2 วิธีด้วยกัน คือ
1. Regular คือการผันรูปแบบปกติ กริยาที่ผันรูปเป็นช่องที่ 2 ก็ดี ช่องที่ 3 ก็ดี โดยการเติม -ed เข้าที่ท้ายคำจะเรียกว่า Regular Verbs ซึ่งกริยาที่เรียกว่า Regular Verbs นี้มีจำนวนมากมายมหาศาล โดยเฉพาะคำกริยาที่มีสามพยางค์ขึ้นไปทุกคำ รวมถึงคำกริยาที่มีสองพยางค์หรือพยางค์เดียวอีกจำนวนหนึ่ง เช่น

ช่องที่ 1 ช่องที่ 2 ช่องที่ 3 คำแปล
clean cleaned cleaned ทำให้สะอาด
use used used ใช้
finish finished finished เสร็จ
help helped helped ช่วยเหลือ
work worked worked ทำงาน
talk talked talked พูด
create created created สร้าง
marry married married แต่งงาน
follow followed followed ติดตาม
include included included รวม
punish punished punished ลงโทษ
walk walked walked เดิน

2. Irregular คือการผันรูปแบบไม่เป็นไปตามกฎ การผันรูปเป็นช่องที่ 2 หรือช่องที่ 3 ของกริยากลุ่มนี้ไม่ได้ทำโดยการเติม -ed แต่ทำโดยการเปลี่ยนรูปบ้าง (เช่น go - went - gone) เปลี่ยนเสียงบ้าง (เช่น read - read - read) ไม่เปลี่ยนทั้งรูปและเสียงบ้าง (เช่น cut - cut - cut) การเปลี่ยนในทุกแบบที่กล่าวในข้อสองนี้ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแบบไม่เดินตามกฎและกริยากลุ่มที่เปลี่ยนเป็นช่องที่ 2 และช่องที่ 3 โดยวิธีนี้เรียกว่า Irregular Verbs กริยากลุ่มนี้มีน้อยกว่ากลุ่มแรก ดังนั้นผู้เรียนจึงควรท่องจำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น


IRREGULAR VERBS

ช่องที่ 1
Infinitive ช่องที่ 2
Past Simple ช่องที่ 3
Past Participle ความหมาย

abide abode, abided abode, abided อาศัย
arise arose arisen ขึ้น
awake awoke awaken, awoke ตื่น
backbite backbit backbit นินทา
be (is,am,are) was, were been เป็น อยู่ คือ
bear bore born / borne เกิด ถือ
beat beat beaten ตี
become became become กลายเป็น
befall befell befallen เกิดแก่
beget begot begotten ก่อให้เกิด
begin began begun เริ่มต้น
behold beheld beheld เห็น สังเกต
bend bent bent ทำให้งอ
beseech besought besought วิงวอน
bespeak bespoke bespoken จองล่วงหน้า
bet bet bet พนัน
bethink bethought bethought จำได้
bid bid bid ประมูลราคา
bide bode, bided bided รอโอกาส
bite bit bitten กัด
bleed bled bled เลือดออก
blend blended blended ผสม
bless blessed, blest blessed, blest ขอพร
blow blew blown เป่า, พัด
break broke broke ทำให้แตก
breed bred bred ผสมพันธ์
bring brought brought นำมา
broadcast broadcast broadcast กระจายเสียง
browbeat browbeat browbeaten ตะคอกขู่
build built built สร้าง
burn burnt, burned burnt, burned ไหม้, เผา
burst burst burst ระเบิด
buy bought bought ซื้อ
caught caught caught เหวี่ยง
catch caught caught จับ
chide chid, chided chided, chid ดุ, ตำหนิ
choose chose chosen เลือก
cleave clove, cleft clove, cleft ผ่า
cling clung clung ติด
come came come มา
cost cost cost มีราคา
creep crept crept คลาน
crow crowed crowed ขัน
cut cut cut ตัด
dare dared, durst dared กล้า ท้า
deal dealt dealt ซื้อขาย
dig dug dug ขุด
do did done ทำ
draw drew drawn วาด, ลาก
drink drank drunk ดื่ม
drive drove driven ขับรถ
dwell dwelt dwelt อาศัยอยู่
eat ate eaten กิน
fall fell fallen ล้ม
feed fed fed เลี้ยงดู
feel felt felt รู้สึก
fight fought fought ต่อสู้
find found found พบ
flee fled fled หนีไป
fling flung flung ขว้าง
fly flew flown บิน
forbear forbore forborne ละเว้น
forbid forbade forbidden ห้าม
forego forewent foregone ยกเลิก
foresee foresaw foreseen รู้ล่วงหน้า
foretell foretold foretold ทำนาย
forget forgot forgotten ลืม
forgive forgave forgiven ให้อภัย
forsake forsook forsaken ทอดทิ้ง
freeze froze frozen แช่แข็ง
get got got, gotten เอา, ได้รับ
gild gilded, gilt gilded ฉาบทอง
give gave given ให้
go went gone ไป
grind ground ground บด, โม่
grow grew grown เจริญ, เติบโต
hang hung hung แขวน
have (has) had had มี
hear heard heard ได้ยินเสียง
heave heave, hove heave, hove ยก
hew hewed hewed, hewn หั่น, สับ
hide hid hidden ซ่อน, หลบ
hit hit hit ตี
hold held held ถือ
hurt hurt hurt ทำร้าย
keep kept kept เก็บ, รักษา
kneel knelt knelt คุกเข่า
knit knitted, knit knitted, knit ถัก
know knew known รู้
lay laid laid วางลง
lead led led นำ
lean leant, leaned leant, leaned พึง
learn learnt, learned learnt, learned เรียน, ศึกษา
leave left left ออกจาก
lend lent lent ให้ยืม
let let let ให้
lie lay lain นอนลง
light lighted, lit lighted, lit จุดไฟ
lose lost lost ทำหาย
make made made ทำ
mean meant meant หมายถึง
meet met met พบ
melt melted melted ละลาย
misdeal misdealt misdealt แจกผิด
mislay mislaid mislaid วางแล้วลืมที่
mislead misled misled นำทางผิด
mistake mistook mistaken สำคัญผิด
misunderstand misunderstood misunderstood เข้าใจผิด
outbid outbid outbid ประมูลมากกว่า
outdo outdid outdone ทำดีกว่า
outspread outspread outspread กางแขน
overcome overcame overcome ชนะ
overdo overdid overdone ทำเกินไป
overdraw overdrew overdrawn ถอนเงินเกิน
overeat overate overeaten กินมากเกินไป
overgrow overgrew overgrown โตเร็วไป
overhear overheard overheard บังเอิญได้ยิน
overlay overlaid overlaid วางทับ
overlie overlay overlaid นอนทับ
oversee oversaw overseen ชนะ
overtake overtook overtaken ตามทัน
overthrow overthrew overthrown ล้มล้าง
pay paid paid จ่าย
put put put ใส่, วาง
read read read อ่าน
rebuild rebuilt rebuilt สร้างใหม่
rend rent rent ฉีก,แยก,ผ่า
repay repaid repaid จ่ายคืน
reset reset reset ทำคืนสภาพ
retell retold retold เล่าใหม่
rid rid rid กำจัด
ride rode ridden ขี่
ring rang rung สั่นกระดิ่ง
rise rose risen ขึ้น
run ran run วิ่ง
saw sawed sawn, sawed เลื่อยไม้
say said said พูด
see saw seen เห็น
seek sought sought ค้นหา
sell sold sold ขาย
send sent sent ส่ง
set set set ตั้ง, วาง
sew sewed sewed, sewn เย็บ
shake shook shaken เขย่า
shed shed shed ริน, ไหล
shine shone shone ส่องแสง
shoot shot shot ยิ่ง
show showed shown, showed แสดง
shut shut shut ปิด
sing sang sung ร้องเพลง
sink sank sunk จม
sit sat sat นั่ง
slay slew slain ฆ่า
sleep slept slept นอนหลับ
slide slid slid เลื่อนไป
sling slung slung เหวี่ยง
slink slunk slunk หลบหน้า
slit slit slit ตัด, แยก
smell smelt smelt สูดกลิ่น
sow sowed sown, sowed หว่าน
speak spoke spoken พูด
speed sped, speeded sped, speeded เร่งความเร็ว
spell spelt, spelled spelt, spelled สะกด
spend spent spent จ่าย
spill spilt, spilled spilt, spilled ทำหก
spin spun spun ปั่นด้าย
spit spat spat ถ่มน้ำลาย
split split split ผ่า
spoil spoiled spoiled ทำให้เสีย
spread spread spread กระจาย
spring sprang sprung กระโดด
stand stood stood ยืน
steal stole stolen ขโมย
stick stuck stuck ติด
sting stung stung ต่อย, ทิ่ม
stink stank stunk ส่งกลิ่นเหม็น
strew strewed strewed, strewn โรย, พรม
strike struck struck ตี
string strung strung ขึงสาย
swear swore sworn สาบาน
sweat sweat, sweated sweat, sweated เหงื่อไหล
sweep swept swept กวาด
swell swelled swollen บวม
swim swam swum ว่ายน้ำ
swing swung swung แกว่ง
take took taken เอาไป
teach taught taught สอน
tear tore torn ฉีกขาด
tell told told บอก
think thought thought คิด
throw threw thrown ขว้าง
thrust thrust thrust ผลัก, ดัน
tread trod trodden, trod ย่ำเท้า
unbend unbent unbent ทำให้ตรง
understand understood understood เข้าใจ
undertake undertook undertaken รับทำ
underwrite underwrote underwritten รับประกัน
undo undid undone แก้ไข
upset upset upset ทำให้รำคาญ
wake woke woken ปลุก, ตื่น
ware wore worn สวม
weave wove woven, wove ทอผ้า
wed wedded wedded, wed แต่งงาน
weep wept wept ร้องไห้
win won won ชนะ
wind wound wound หมุน
withdraw withdrew withdrawn ถอน
write wrote written เขียน

หมายเหตุ : กริยา Finite Verbs คือกริยาที่แสดงถึงกาลเวลา หรือกริยาที่ถูกกำหนดโดยส่วนประธาน ซึ่งอาจเป็นจำนวนนับ (Number) เป็นบุคคล (Person) หรือประธานอื่นๆ กริยา Finite Verbs นี้เรียกีกอย่างหนึ่งว่า กริยาแท้ ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยกริยาแท้ หรือกริยา Finite Verbs นี้ เป็นกริยาที่ถือว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของประโยค เพราะถ้าประโยคใดก็ตามขาดกริยาแท้ไปก็จะทำให้ความหมายของประโยคนั้นไม่สมบูรณ์ พูดง่ายๆ ก็คือ Finite Verbs คือกริยาแท้ที่มีประธานเป็นของตนเองและเปลี่ยนรูป (เปลี่ยนช่อง) ไปตาม Tenses ในประโยคของตัวเอง เช่น

Who comes here first?
ใครมาถึงก่อนเพื่อน
My friend came first.
เพื่อนผมมาถึงก่อนคนอื่น
My wife is coming soon.
ภรรยาผมกำลังมาในเร็วๆ นี้
My teacher has come here early.
คุณครูของผมได้มาที่นี่แต่เช้าแล้ว

NON-FINITE VERBS

Non-Finite Verb คือกริยาที่ไม่ได้บ่งบอกถึงกาลเวลา หรือไม่ได้ถูกจำกัดโดยประธาน ดังนั้นกริยาชนิดนี้จึงสามารถเรียกได้ว่าเป็น กริยาไม่แท้ หรืออาจอธิบายง่ายๆ ได้ว่า Non-Finite Verb คือกริยาแท้แต่อยู่ในรูปต่างๆ เช่น รูป Verb ing , to+ v1 , verb3 เป็นต้น และไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นกริยาแท้ของประโยคเหมือน Finite Verb แต่ถูกนำมาใช้ทำหน้าที่อื่นๆ เช่น เป็นคำนามบ้าง เป็นคำคุณศัพท์บ้าง ดังนั้นกริยา Non-Finite Verb จึงถูกเรียกว่า กริยาไม่แท้ เช่น
My sister tries to sing.
น้องสาวของผมพยายามร้องเพลง (to sing ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา tries)
We try to sing.
พวกเราพยายามร้องเพลง
They will try to sing.
พวกเขาจะพยายามร้องเพลง
Tom and John have tried to sing.
ทอมและจอห์นได้พยายามร้องเพลง

จะเห็นว่า sing ไม่เปลี่ยนรูปเลยแม้ว่ารูปประโยค (Tenses) และประธาน (Subjects) จะเปลี่ยนไปก็ตาม ดังนั้น sing จึงถูกเรียกว่า Non-Finite Verbทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยาตัวหน้า ในทางกลับกันกริยา try ที่อยู่หน้า sing กลับเปลี่ยนรูปไปได้หลายรูปตามรูปของประโยค (Tenses) และตามชนิดของประธาน (Subjects) ดังนั้นจึงเรียกกริยาชนิดนี้ว่า Finite Verb

ชนิดของ NON-FINITE VERBS

Non-Finite Verb แบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ
1. The Infinitive คือ กริยาที่อยู่ในรูป To+ verb1 (ช่องที่ 1) หรือ To+ have+verb3
(กริยาช่องที่ 3) เช่น
to study to write to learn
to break to swim to speak เป็นต้น
(กริยาที่อยู่ในรูปนี้ เรียกว่า Present Infinitive)

to have studied to have written to have learned
to have broken to have swum to have spoken
(กริยาที่อยู่ในรูปนี้ เรียกว่า Perfect Infinitive)
2. The Participle คือ กริยาที่อยู่ในรูป verbing หรือ verb3 เช่น
studying writing reading
learning breaking swimming เป็นต้น
(กริยาเหล่านี้ เรียกว่า Present Participle)

studied written spoken
learned broken read เป็นต้น
(กริยาเหล่านี้ เรียกว่า Past Participle)
3. The Gerund or Verbal Noun คือกริยาที่อยู่ในรูป verbing เช่น
learning writing speaking
swimming studying reading เป็นต้น


INFINITIVE

Infinitive คือ คำที่ไม่ได้ถูกกำหนดรูปร่างโดยประธานหรืออาจอธิบายง่ายๆได้ว่า Infinitive คือ กริยาที่อยู่ในรูปกริยาแท้ แต่ถูกนำมาใช้ทำหน้าที่อื่นๆ นอกเหนือจากคำกริยาแท้
Infinitive มีอยู่ 2 ชนิด คือ to-Infinitive (Infinitive มี to นำหน้า) และ Bare Infinitive (คือ Infinitive ไม่มี to นำหน้า) คำ Infinitive ที่ต้องการพูดถึงและเน้นในที่นี้คือ to-Infinitive เพราะเป็น Infinitive ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกริยาแท้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม คำ Bare Infinitive ก็จะนำมาอธิบายให้ทราบเช่นกัน ดังนี้

TO-INFINITIVE

to-infinitive (Infinitive with to) คือโครงสร้างภาษาอังกฤษที่อยู่ในรูป to+ v1 (to+ กริยาแท้ช่องที่ 1) โดยรูปกริยาแท้ช่องที่ 1 ที่วางอยู่หลัง to จะไม่ทำหน้าที่เป็นกริยาแท้ของประธานในประโยคของตัวเอง แต่จะทำหน้าที่ได้หลายย่าง ดังนี้
1. ทำหน้าที่เป็นเหมือนคำนามตัวหนึ่งและเป็นประธานของประโยค เช่น
To err is human.
คนเราย่อมผิดพลาดได้
To find fault with others is easy.
การหาความผิดของคนอื่นทำได้ง่าย
To reign is my ambition.
การขึ้นครองราชย์เป็นความปรารถนาสูงสุดของฉัน
To learn English is difficult.
การเรียนภาษาอังกฤษนั้นยาก

ทั้ง To err และTo find fault, To reign และ To learn English ต่างก็ทำหน้าที่เป็นประธานของกริยา is ในประโยคของตนเอง ดังนั้นโครงสร้าง to+ verb1 จึงสามารถทำหน้าที่เป็นคำนามและเป็นประธานของประโยคได้ โดยจะเป็นประธานเอกพจน์เสมอ

2.ทำหน้าที่เป็นกรรม (Object) ของกริยาในประโยค ซึ่งจะยู่ในรูป verb + to + verb1 เช่น
I like to play football in the morning.
ผมชอบเล่นฟุตบอลในตอนเช้า
She doesn’t like to learn English.
หล่อนไม่ชอบเรียนภาษาอังกฤษ
I wish to become a teacher.
ผมปรารถนาอยากเป็นครู

ทั้ง to play, to learn และ to become ต่างก็ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา like และ doesn’t like ที่อยู่ด้านหน้าตัวเองตามลำดับ ดังนั้นจึงถือว่า to+ verb1 ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยาที่อยู่ด้านหน้าตัวเอง ความจริงแล้วกริยาแท้ในภาษาอังกฤษจะไม่นำมาวางติดต่อกันสองตัว ถ้าข้อความใดก็ตามที่จำเป็นต้องมีกริยาแท้สองตัวติดกัน จะใช้ to คั่นระหว่างกริยาสองตัวนั้น อีกกรณีหนึ่งจะทำกริยาตัวหลังให้อยู่ในรูป –ing ซึ่งก็แล้วแต่ชนิดของกริยาว่าต้องการอะไรตามหลัง (จะอธิบายให้ทราบต่อไป) เช่น
I want to go to school.
I enjoy swimming very much.

3. ทำหน้าที่เป็นส่วนขยายของประธาน หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นส่วนเติมเต็มของกริยา(โดยจะวางไว้หลังกริยา Verb to be) เช่น
The mistake my sister made was to invite Mr.Prayoon.
ข้อผิดพลาดที่น้องสาวผมได้กระทำคือการเชิญคุณประยูร
My greatest pleasure is to sing.
ความสุขที่สุของฉันคือการร้องเพลง
My greatest pleasure is to help the poor.
ความสุขสูงสุดของผมคือการได้ช่วยคนจน
My plan is to settle in Khonkaen province.
แผนการของผมคือการตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น

4. ทำหน้าที่เหมือนคำคุณศัพท์ (Adjective) คือทำหน้าที่ขยายคำนามที่อยู่หน้าตนเอง เช่น
It is time to go.
ถึงเวลาต้องไปแล้ว
This is a good thing to remember.
นี่คือสิ่งดีที่น่าจดจำ

5. ทำหน้าที่เป็นเหมือนคำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) โดยจะวางอยู่หลังคำคุณศัพท์ (Adjective) หรือคำกริยา (Verb) ที่ตัวเองขยาย เช่น
My English students are anxious to leave.
นักเรียนวิชาภาษาอังกฤษของฉันต่างกระตือรือร้นที่จะไป
I am willing to teach these students.
ผมประสงค์ที่จะสอนนักเรียนเหล่านี้

6. ทำหน้าที่เป็นกรรมของคำบุพบท (Object of Preposition) เช่น
The teacher is about to teach.
ครูจะเริ่มสอนแล้ว
The speaker is about to begin.
ผู้พูดจะเริ่มรายการแล้ว (จะเริ่มพูดแล้ว)


รูปของ TO-ININITIVE

Tenses รูป Active รูป Passive
Present Simple to write to be written
Present Perfect to have written to have been written
Present Continuous to be writing
Present Perfect Con. to have been writing


BARE INFINITIVE

Bare Infinitive คือรูปกริยาแท้ช่องที่ 1 (ในกริยา 3 ช่อง) เหมือนกันกับกริยาใน to-infinitive ต่างกันเพียง Bare Infinitive จะใช้เป็นกริยาแท้ แต่ to-infinitive ใช้ในรูปกริยาแท้วางไว้หลัง to และไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกริยา ดังนั้น to-infinitive จึงต่างจาก Bare Infinitive และ Bare Infinitive จะมีวิธีใช้ดังนี้

1. ใช้วางไว้หลังกริยาช่วย Auxiliaries จำพวก

will would can could
shall should may might
must need dare do did


I will come to visit you again tomorrow.
ผมจะมาเยี่ยมคุณใหม่พรุ่งนี้
I will do what I like.
ผมจะทำตามที่ผมต้องการ
I can speak English well.
ผมสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดี
You must obey our rules.
คุณต้องเชื่อฟังกฎหมายของพวกเรา
My students dare not refuse.
นักเรียนของผมไม่กล้าปฏิเสธ

กริยาแท้ที่อยู่ด้านหลัง Auxiliaries ต่างก็อยู่ในรูปช่องที่หนึ่งทั้งนั้น และที่สำคัญคือห้ามมี to มาคั่นกลางระหว่างกริยาแท้เหล่านี้กับกริยาช่วย Auxiliaries ที่อยู่ด้านหน้า

2. วางไว้หลังกริยาแท้จำพวก

bid watch see
let make help
hear

Let him sit down.
ให้เขานั่งลงได้
I saw my sister do it.
ผมเห็นน้องสาวผมทำสิ่งนี้
My teacher made me wait.
คุณครูของฉันให้ฉันคอย
Help me lift thee books.
ช่วยฉันยกหนังสือเหล่านี้หน่อย
I watched my girlfriend play tennis.
ฉันดูคนรักของฉันเล่นเทนนิส
I heard Dale tell his father about me.
ผมได้ยินคุณเดลบอกคุณพ่อเขาเกี่ยวกับตัวผม

3. วางไว้หลังกริยาจำพวก rather, better และ had better เช่น
I would rather go away now.
ผมอยากไปเดี๋ยวนี้
She had better go to school.
เขาควรไปโรงเรียนจะดีกว่า
Better get some sleep while you can.
นอนพักผ่อนบ้างก็ดีถ้ามีเวลา
You had better consult a good doctor.
คุณควรปรึกษาแพทย์ที่ดีๆ สักคน

4. วางไว้หลังคำคุณศัพท์จำพวก except, but, save และ than เช่น
One of my students does nothing all day except complain.
นักเรียนคนหนึ่งของผมไม่ทำอะไรเลยทั้งวัน เอาแต่ร้องเรียนอย่างเดียว
My wife can do everything but cook.
ภรรยาผมทำได้ทุกอย่างเลยยกเว้นเรื่องอาหาร
I would die rather than accept defeat.
ให้ผมตายดีกว่ายอมรับความพ่ายแพ้


PARTICIPLE

Participle คือ รูปของคำกริยาที่มีส่วนประกอบของกริยา (Verb) และคุณศัพท์ (Adjective) อยู่ในตัวเอง ด้วยเหตุนี้เอง Participle จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า Verbal Adjective และโดยมากแล้ว Participle จะอยู่ในรูป Ving และ V3 เช่น
Hearing the noise, the girl woke up.
พอได้ยินเสียง เด็กหญิงคนนั้นก็ตื่นนอน
คำว่า Hearing ทำหน้าที่ขยายคำนาม girl และทำหน้าที่เหมือนคำคุณศัพท์
คำว่า Hearing สร้างมาจากกริยา hear
ดังนั้นคำว่า Hearing จึงมีคุฯสมบัติทั้งเป็นกริยาและคำคุณศัพท์ในตัวเอง โดยเป็นกริยาเพราะสร้างมาจากคำกริยา เป็นคำคุณศัพท์เพราะใช้ขยายคำนาม


ชนิดของ PARTICIPLES


Participle ในภาษาอังกฤษแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้
1. Present Participle
2. Past Participle
3. Perfect Participle


PRESENT PARTICIPLE

Present Participle คือ คำศัพท์ที่อยู่ในรูป Verbing ใช้ทำหน้าที่ชี้หรือแสดงการกระทำที่กำลังดำเนินไปอยู่ในขณะนั้น (going on) และการกระทำที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ (incomplete)

รูป Active รูป Passive
Verbing เช่น reading, writing,
speaking, hearing Being + Verb3 เช่น being read, being written, being spoken, being heard

I see a girl reading English book.
ผมเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ
Seeing the tiger, the boy ran away.
เด็กชายคนนั้นวิ่งหนีเพราะเจอเสือ
The child, thinking all was safe, attempted to cross the road.
เด็กชายคนนั้นคิดว่าปลอดภัยดีแล้วจึงพยายามข้ามถนน


PAST PARTICIPLE


Past Participle คือ คำศัพท์ที่อยู่ในรูป Verb3 ซึ่งจะลงท้ายคำด้วย ed, d, t หรือ n และ Past Participle จะใช้ทำหน้าที่ชี้หรือแสดงการกระทำที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว (completed action) เช่น
Deceived by his friends, he lost all hope.
เขาหมดหวังเพราะถูกเพื่อนหลอกลวง
I saw a truck loaded with rice.
ผมได้เห็นรถบรรทุกสินค้าบรรทุกข้าวเต็มคัน
Driven by hunger, I stole a piece of bread.
เพราะความหิวบีบคั้น ผมจึงได้ขโมยขนมปังชิ้นหนึ่ง


PERFECT PARTICIPLE

Perfect Participle คือ คำศัพท์ที่อยู่ในรูป Having + Verb3 จะใช้ทำหน้าที่ชี้หรือแสดงการกระทำที่เสร็จสมบูรณ์แล้วในอดีต (completed in the past)

รูป Active รูป Passive
Having + Verb3 เช่น Having written
Having elected Having + been + Verb3 เช่น
Having been written , Having been elected

Having given the message, the man departed.
เมื่อได้รับข่าว ชายคนนั้นก็ได้จากไป
Having rested, I continued my reading.
พอพักเสร็จผมก็อ่านหนังสือต่อ


USES OF PARTICIPLE
(การใช้ PARTICIPLE)

Participle ตามที่กล่าวข้างต้นนั้น มีวิธีใช้ดังต่อไปนี้
1. ใช้สร้าง Present Continuous, Past Continuous และ Future Continuous Tenses (รูป Verbing) เช่น
I am writing a letter to my friend in London.
ผมกำลังเขียนจดหมายถึงเพื่อนในกรุงลอนดอน (Present Continuous Tense)
I was writing a letter to my friend at this time yesterday.
ในช่วงเวลานี้ของเมื่อวาน ผมกำลังเขียนจดหมายถึงเพื่อนอยู่ (Past Continuous Tense)
I shall be writing a letter to my friend at this time tomorrow.
ผมกำลังเขียนจดหมายถึงเพื่อนอยู่ในช่วงเวลานี้ของพรุ่งนี้ (Future Continuous Tense)

2. ใช้สร้าง Present Perfect, Past Perfect และ Future Perfect Tenses (รูป Verb3) เช่น
I have studied in India for two years.
ผมเรียนหนังสือที่ประเทศอินเดียเป็นเวลา 2 ปีแล้ว (Present Perfect Tense)
I had seen Sona before she was married.
ผมได้เห็นโซน่าก่อนที่หล่อนจะแต่งงาน
We shall have completed this job by Christmas.
พวกเราจะทำงานชิ้นนี้เสร็จก่อนคริสต์มาส

3. ใช้ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ (Adjectives) โดยจะวางไว้ได้ทุกตำแหน่งเหมือนคำคุณศัพท์ทั่วไป ดังนี้
3.1 ใช้ Participle เป็นคำคุณศัพท์ วางไว้หน้าคำนามที่ตัวเองทำหน้าที่ขยาย เช่น
Don’t cry over spilt milk.
อย่าร้องไห้ให้กับนมที่หกลงพื้นแล้ว
Sweep away the fallen leaves.
กวาดใบไม้ที่ล่วงลงพื้นทิ้งไปเสีย
3.2 ใช้ Participle เป็นส่วนหนึ่งของส่วนขยาย (Predicate) ของประโยค เช่น
The story was exciting.
เรื่องนี้ตื่นเต้นมาก
My girlfriend looks worried.
คนรักของฉันดูท่าทางกังวลใจ
3.3 ใช้ Participle ในตำแหน่งของส่วนขยายความหรือวางไว้หลังคำนามหรือวลี ที่ตัวเองขยายความ เช่น
The women, quivering and trembling, ran away.
ผู้หญิงคนที่ทั้งสั่นเทาและตกใจ ได้วิ่งหนีไป
Dejected and disgusted, Dale left the room.
ด้วยความหดหู่ใจและเกลียดชัง คุณเดลจึงได้ออกจากห้องไป
3.4 ใช้ Participle เป็นเหมือนส่วนเติมเต็มของกรรม (Complements of the objects) ในประโยค เช่น
We think the study quite rewarding.
พวกเราต่างก็คิดเหมือนกันว่าการศึกษามีคุณประโยชน์
3.5 ใช้ Participle เหมือนคำนามคำหนึ่ง โดยวาง Participle ไว้หลัง Definite Aeticle (the) เช่น
The dead leave their blessing upon the living.
คนตายทิ้งความดี (คำอำนวยพร) ของพวกเขาไว้ให้คนรุ่นหลัง

4. ใช้ Participle เป็นเหมือนคำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) ทำหน้าที่ขยายคำคุณศัพท์ เช่น
Mr.Bushill was dead drunk.
คุณบุชชิลติดเหล้างอมแงม
I am dead tired.
ผมเหนื่อยสายตัวแทบขาด
It is freezing cold.
หนาวจนแข็ง

5. ใช้ Participle ใน Absolute Phrases ที่มีคำนาม หรือคำสรรพนามวางอยู่ด้านหน้าคำ Participle เช่น
God willing, we shall meet again soon.
ถ้าเป็นความปรารถนาของพระเป็นเจ้าพวกเราคงได้พบกันอีก
The fog having lifted, the plane took off.
เมื่อหมอกจางหายไป เครื่องบินจึงได้ทำการบิน

หมายเหตุ : Participle มีอยู่ 2 รูปใหญ่ๆ คือ รูป Verbing และ รูป Verb3 ดังนั้นเวลาใช้เหมือนคำคุณศัพท์จึงถือว่ายากพอสมควร เพราะไม่ทราบว่าเมื่อไหร่จะใช้ รูป –ing และเมื่อไหร่จะใช้ รูป Verb3 และเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน ผู้เรียนควรจำการอธิบายสำหรับการใช้ Participle เป็นคำคุณศัพท์ ดังนี้
1. Participle ที่อยู่ในรูป Present Participle จะใช้เพื่อแสดงความคิดเป็น active อธิบายง่ายๆ คือ Participle ที่อยู่ในรูป Verbing นั้น ใช้เป็นคำคุณศัพท์ ขยายคำนาม ทั้งที่เป็นคนหรือสิ่งของ ที่เป็นผู้แสดงการกระทำด้วยตนเอง (ไม่ใช่ถูกกระทำ) เช่น
This is a surprising development.
นี่คือการพัฒนาที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก
(การพัฒนาทำให้คนแปลกใจ)
This development is surprising.
การพัฒนานี้น่าตื่นตาตื่นใจมาก (น่าแปลกใจมาก)
(development เป็นผู้ทำเองคือเป็นผู้ทำต่อกริยาโดยตรง)

2. ให้ใช้ Past Participle (Verb3) ขยายคำนามที่ไม่ใช่ผู้ทำเอง แต่เป็นผู้ถูกกระทำ เช่น
Dale rented a furnished apartment.
คุณเดลได้เช่าห้องที่ถูกตกแต่งเสร็จแล้วห้องหนึ่ง
(ห้องถูกตกแต่ง ดังนั้นจึงไม่ได้ทำเอง แต่ถูกผู้อื่นกระทำ จึงใช้ Verb3)
The department that Dale rented was furnished.
ห้องที่คุณเดลเช่าได้ถูกตกแต่งเรียบร้อยแล้ว


GERUND

Gerund คือ คำศัพท์ที่อยู่ในรูป –ing (Verb1 + ing) และถูกนำมาใช้ทำหน้าที่เหมือนคำนาม ดังนั้น Gerund จึงถือได้ว่าเป็น Verb-Noun และนอกจากจะเรียกว่า Gerund แล้วยังสามารถเรียกว่า Verbal Noun อีกด้วย เช่น
Celebrating various festivals is a common feature of the Buddhist culture.
การฉลองเทศกาลต่างๆ เป็นสิ่งปกติสำหรับวัฒนธรรมของชาวพุทธ
Hunting tigers is a favorite sport in Thailand.
การล่าเสือเป็นกีฬายอดนิยมในประเทศไทย
(Celebrating และ Hunting ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคและทำหน้าที่เป็น
คำนาม โดยมี is เป็นกริยา)
I like reading English newspaper.
ผมชอบอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ
(reading ทำหน้าที่เป็นคำนามและเป็นกรรมของกริยา like และสร้างมาจากกริยา
read โดยการเติม –ing ที่กริยาช่องที่ 1 ดังนั้นจึงมีอำนาจของความเป็นกริยาอยู่ด้วย)


USES OF THE GERUND
(การใช้ Gerund)

Gerund คือรูปกริยาช่องที่ 1 เติม –ing ทำหน้าที่เป็นเหมือนคำนาม และมีอำนาจเหมือนเป็นทั้งคำนามและคำกริยาในตัวเอง มีวิธีใช้ ดังนี้
1. ใช้เป็นประธานของกริยาในประโยค (ทำหน้าที่เหมือนคำนามที่เป็นประธานของกริยาทั่วไป) เช่น
Walking is good exercise for health.
การเดินเป็นการออกกำลังกายที่ดีสำหรับสุขภาพ
Reading books increases our knowledge.
การอ่านหนังสือ เพิ่มความรู้ให้กับพวกเรา
Playing football is a good sport.
การเล่นฟุตบอลเป็นกีฬาที่ดี
Reading is my favorite pastime.
การอ่านหนังสือ เป็นการหย่อนอารมณ์ของผม
Working hard makes me successful.
การทำงานหนัก ทำให้ผมประสบความสำเร็จ
2. ใช้เป็นกรรมของกริยาที่ต้องการกรรม (Transitive Verbs) โดยจะวางไว้หลังกริยาเหล่านั้น เช่น
Ladda dislikes working hard.
ลัดดาไม่ชอบทำงานหนัก
I enjoy playing tennis.
ผมชอบการเล่นเทนนิส
I enjoy taking a walk in the park after lunch.
ผมชอบการเดินเล่นในสวน หลังทานอาหารมื้อเที่ยงเสร็จ
I intend to stop smoking after January 1.
ผมตั้งใจจะเลิกสูบบุหรี่หลังวันที่ 1 มกราคมเป็นต้นไป
The clerk denied taking the money.
เลขานุการปฏิเสธการขโมยเงินจำนวนนั้น

หมายเหตุ : กริยาแท้จำพวกหนึ่งที่เมื่อมีกริยาแท้อีกตัวตามหลังมา หริยาตัวที่ตามมาด้านหลังต้องเปลี่ยนให้อยู่ในรูป –ing ซึ่งกริยา ing ที่ตามมาด้านหลังนี้จะทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยาตัวหน้า และกริยาตัวหน้าที่กล่าวถึงนี้คือ

admit anticipate appreciate
avoid can’t help delay
deny discuss dislike
enjoy finish justify
keep mind miss
practice recommend risk
go (ที่มี activity verb ตามหลัง)


3. ใช้เป็นกรรมของคำบุพบท (Prepositions) โดยจะวาง Gerund ไว้หลังบุพบทนั้นๆ เช่น
I am tired of applying for jobs.
ผมหมดหวังกับการสมัครงานแล้ว (สมัครบ่อยครั้งแต่ไม่ได้งานทำ)
My wife is fond of seeing pictures.
ภรรยาของผมชอบการดูรูปภาพ
By signing this contract you are agreeing to deliver these goods to us by the end of the month or you risk paying a penalty.
โดยการเซ็นสัญญาฉบับนี้ ถือว่าคุณตกลงส่งสินค้าให้แก่พวกเราภายในเดือนนี้ ไม่เช่นนั้นคุณจะต้องโดนปรับ
Mr.Bob is addicted to drinking.
คุณบ๊อบติดเหล้างอมแงม
He was punished for telling a lie.
เขาถูกทำโทษเพราะพูดโกหก

หมายเหตุ : ถ้าใช้กริยาวางไว้หลังคำบุพบทจำพวก of, from, by, for เป็นต้น ให้ใช้กริยาเติม –ing เพื่อทำคำกริยานั้นๆ ให้เป็นคำนาม และจำไว้ด้วยว่าไม่ใช้กริยาช่องที่ 1 ช่องที่ 2 หรือช่องที่ 3 วางไว้หลังคำบุพบทเหล่านั้น เช่น
I am thinking of visiting Khonkaen province. (ถูก)
ผมกำลังคิดถึงการไปเที่ยวที่จังหวัดขอนแก่น
I am thinking to visit Khonkaen province. (ผิด)
Taksin is confident of winning the next-week election. (ถูก)
ทักษิณมั่นใจว่าจะชนะการเลือกตั้งในสัปดาห์หน้า
Taksin is confident to win the next-week election. (ผิด)
Mr.Pirom, the lecturer, is fond of singing. (ถูก)
อาจารย์ภิรมย์ชอบการร้องเพลง
Mr.Pirom, the lecturer, is fond to sing. (ผิด)

4. ใช้เป็นส่วนเติมเต็มของคำกริยาแท้ในประโยค (ตำราบางเล่มใช้ว่า เป็นส่วนเติมเต็มของคำนามที่เป็นประธานของกริยา ซึ่งก็เหมือนกัน) โดยจะอยู่ในรูป continuous เช่น
My aim in life is becoming a politician.
เป้าหมายชีวิตของผม คือการเป็นนักการเมือง
What I want to do in life is achieving something useful for all.
สิ่งที่ผมต้องการทำในชีวิตนี้ คือการทำประโยชน์ให้ส่วนรวม
Thailand’s primary need is building up a strong navy.
สิ่งที่ประเทศไทยต้องการเป็นอันดับแรก คือการสร้างกองทัพเรือให้เข้มแข็ง


วาง GERUND ในตำแหน่งของ INFINITIVE

บ่อยครั้งที่ผู้ใช้เกิดความไม่แน่ใจเวลาใช้ Gerund (Verbing) และ Infinitive (to + Verb1) เพราะทั้งสองกลุ่มนี้มีวิธีการใช้เหมือนกันมาก และบ่อยครั้งที่สามารถใช้แทนตำแหน่งกันได้ เช่น
Infinitive Gerund
To die is better than to surrender.
ตายดีกว่ายอมแพ้
To attack is better than to wait indefinitely.
บุกโจมตี ดีกว่าคอยไม่รู้จบสิ้น
Can you teach me to write?
สอนผมเขียนหนังสือไหม
To advise is easier than to practice.
การแนะนำทำได้ง่ายกว่าการปฏิบัติ Dying is better than surrendering.

Attacking is better than waiting indefinitely.
Can you teach me writing?

Advising is easier than practicing.



ตารางการใช้กริยา

กริยาที่มาซ้อนกันสองตัวโดยปกติแล้วไม่สามารถวางต่อกันในทันทีแต่มักจะมีกฎเกณฑ์ในการใช้เป็นการเฉพาะ ดังนี้

Verbs Followed
by Gerund Verbs Followed
by Infinitives Verbs Followed
Object + to + Verb1 Verbs Followed
Simple Forms
Admit
anticipate
appreciate
avoid
can’t help
delay
deny
discuss
dislike
enjoy
finish
go1
justify
keep
mind
miss
practice
recommend
risk
stop2
suggest Afford
agree
aim
arrange
ask
choose
decide
deserve
know (how)
learn (how)
seem
stop2
would like
vote Allow
ask
cause
choose
convince
get3
instruct
invite
permit
persuade
prepare
need
remind
require
tell
teach (how)
use
warn
would like have3
let
make3
would rather
(The Complete Guide To TOEIC by Bruce Rogers)
หมายเหตุ :
1. กริยา go ถ้าใช้นำหน้ากริยาที่แสดงการกระทำ (activity verbs) จะทำให้กริยาตัวนั้น
เติม –ing เช่น

go shopping go swimming
go dancing go skiing
go bowling

2. กริยา stop สามารถใช้กริยาทั้งที่อยู่ในรูป –ing และ infinitive (to + V1) ตามหลังได้
ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ใช้ โดย
2.1 ใช้กริยาเติม –ing ตามหลัง stop ถ้าเป็นการหยุดทำอะไรบางอย่างเป็น
การถาวร หรือเลิกทำ เช่น
I stopped smoking.
ผมเลิกสูบบุหรี่แล้วนะ
2.2 ใช้กริยาในรูป to + V1 ตามหลัง stop ถ้าเป็นการหยุดพักทำอะไรสักอย่างหนึ่งเป็น
การชั่วคราว เพื่อไปทำอีกอย่างหนึ่งก่อนแล้วค่อยกลับมาทำสิ่งเดิมใหม่ เช่น
He stopped to light his pipe.
เขาหยุด (หยุดเดิน) เพื่อจุดบุหรี่

3. กริยา get, have และ make มีชื่อเรียกว่า causative verbs เพราะเป็นกริยาที่กำหนด
ว่าใครเป็นสาเหตุให้ใครทำอะไร โดยมีวิธีใช้ ดังนี้
3.1 ใช้กับบุคคล ทั้ง get, have และ make จะใช้ในโครงสร้าง ดังนี้

Get someone to do something = (get + คน +to + V1 + สิ่งของ)
Have someone do something = (have + คน + V1 + สิ่งของ)
Make someone do someone = (make + คน + V1 + สิ่งของ)

We got Bob to help us.
We had Bob help us.
We made Bob help us.
3.2 ใช้กับสิ่งของเฉพาะ get และ have โดยจะใช้ในโครงสร้าง ดังนี้
get something done = (get + สิ่งของ + V3)
have something done = (have + สิ่งของ + V3)

She got her car washed.
We had our car washed.
She got her table cleaned.


AUXILIARY VERBS

Auxiliary Verbs คือกริยาที่ช่วยกริยาตัวอื่นในประโยคเพื่อสร้าง Tenses ที่แตกต่างกันไป นอกเหนือจากการสร้าง Present Simple และ Past Simple Tenses อธิบายง่ายๆ คือว่ากริยา Auxiliary Verbs คือกริยาที่เป็นกริยาช่วย (ยกเว้นกริยา Auxiliary Verbs จำพวก Primary Auxiliary Verbs ที่เป็นได้ทั้งกริยาแท้และกริยาช่วย ดูคำอธิบายในหัวข้อเดียวกันนี้) ซึ่งจะมีหน้าที่ช่วยกริยาแท้ในประโยคเพื่อสร้าง Tenses ที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นกริยา Auxiliary Verbs จึงมีคนนิยมเรียกว่า Helping Verbs (กริยาช่วย) โดยกริยา Auxiliary ที่เป็นกริยาช่วยนี้จะวางอยู่หน้ากริยาแท้เสมอ และจะทำให้กริยาแท้ที่อยู่ด้านหลังตัวเองนั้นอยู่ในรูปต่างๆ กันตาม Tenses ของตนเอง


ชนิดของกริยา AUXILIARY VERBS


Auxiliary Verbs แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน ดังนี้
1. Primary Auxiliary Verbs
2. Modal Auxiliary Verbs

PRIMARY AUXILIARY VERBS

Primary Auxiliary Verbs คือกริยาช่วยกลุ่มที่ทำหน้าที่ช่วยกริยาแท้เพื่อแสดงข้อเท็จจริง รวมถึงใช้เพื่อสร้างประโยคคำถาม (Questions) ประโยคปฏิเสธ (Negatives) ที่สำคัญคือกริยากลุ่มนี้ทำหน้าที่เป็นได้ทั้งกริยาช่วย (ช่วยกริยาแท้ที่ตามมาด้านหลังตัวเอง) และกริยาแท้ (เหมือนกริยาแท้ทั่วไป)


ชนิดของ PRIMARY AUXILIARY VERBS


กริยา Primary Auxiliary Verbs สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน
1. Verb to be : is, am, are, was, were
2. Verb to have : have, has, had
3. Verb to do : do, does, did

ตัวอย่าง
My students are reading English Newspapers.
นักเรียนของผมกำลังอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษอยู่
I am writing an English book.
ผมกำลังแต่งตำราภาษาอังกฤษอยู่
My teacher has done wrong.
คุณครูของผมทำผิดพลาดเองแหละ
Have you got the New-Year card yet/
คุณได้รับบัตรอวยพรปีใหม่แล้วหรือยัง
Do you like my books?
คุณชอบหนังสือของผมไหม
He didn’t come in time.
เขามาไม่ทันเวลา

การใช้ VERB TO BE

Verb to be สามารถทำหน้าที่ทั้งเป็นกริยาแท้ (Link Verb) และเป็นกริยาช่วย (Auxiliary) ดังนั้นเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายจึงขออธิบายโดยการแยกตามหน้าที่ที่ทำในประโยค ดังนี้
Be : ในรูป present tense (ปัจจุบัน) คือ is, am, are

is, am, are

Be : ในรูป past tense (อดีตกาล) คือ was, were

was, were

is : ใช้กับประธานเอกพจน์ เช่น he, she, it, Dang, Ladda
am : ใช้กับประธานได้ตัวเดียว คือ I
are : ใช้กับประธานพหูพจน์ เช่น we, they, you, Tom and Dang
was : ใช้กับประธานเอกพจน์รวม I เช่น he, she, it, Dang, Ladda
were : ใช้กับประธานพหูพจน์ เช่น we, they, you, Tom and Dang


VERB TO BE ใช้เป็นกริยาแท้

Verb to be ที่เป็นกริยามาตามลำพังในประโยคก็ดี หรือเป็นกริยาที่วางอยู่หลังกริยาช่วยตัวอื่นก็ดี ถือว่าเป็นกริยาแท้ เพราะอยู่ในตำแหน่งที่ทำหน้าที่เป็นกริยาหลักของประโยค ไม่ว่าจะแปลออกสำเนียงว่า เป็น อยู่ คือ หรือไม่ก็ตาม และโดยมากกริยา Verb to be ที่ทำหน้าที่เป็นกริยาแท้ในประโยค มักจะเป็นกริยา Linking Verb ซึ่งกริยาชนิดนี้จะทำหน้าที่เชื่อมคำหรือกลุ่มคำที่เป็นประธานข้างหน้าตัวเองให้เข้ากับคำหรือกลุ่มคำด้านหลังตัวเอง และจะให้ความหมายว่า exist (เป็นอยู่ คงอยู่) ที่สำคัญคือเมื่อใช้กริยา Verb to be เป็นกริยาแท้ในประโยคแล้ว Be จะทำหน้าที่เหมือนกริยาแท้ที่ผันไ 3 ช่องตัวอื่นๆ โดยมีวิธีใช้ ดังนี้
1. Verb to be ใช้เป็นกริยา Linking Verb ในประโยค โดยใช้เชื่อมประธานของประโยคเข้ากับส่วนที่เหลือ ที่ตามมาด้านหลังกริยา เช่น
Somsri is very beautiful.
สมศรีสวยมาก
(is เชื่อมประธานเข้ากับคำคุณศัพท์ที่อยู่ด้านหลังของตัวเอง คือ beautiful)
Zico is a good footballer.
ซิโก้เป็นนักฟุตบอลที่เก่งคนหนึ่ง
(is เชื่อมประธานเข้ากับคำนามด้านหลัง คือ footballer)
Mr. Tom’s house is there.
บ้านของทอมอยู่ที่นั่น (is เชื่อมประธานเข้ากับคำกริยาวิเศษณ์ คือ there)
My car is in the garage.
รถยนต์ของฉันจอดอยู่ในโรงรถ (is เชื่อมประธานเข้ากับ Adverbial Phrase คือ in the garage)
Mr. Dale is to retire next year.
คุณเดลจะเกษียณอายุในปีหน้า
You are to write your name at the top of each sheet of paper.
คุณต้องเขียนชื่อของคุณ ที่หัวกระดาษแต่ละแผ่น
(is และ are เชื่อมประธานเข้ากับ infinitive คือ to retire และ to write)

2. Verb to be ใช้เป็นกริยาแท้ในความหมายว่า “มีอยู่ คงอยู่” เช่น
God is. (exists) พระเจ้ามีอยู่จริง
I think, therefore I am. ผมคิดอย่างที่ผมเป็น

3. Verb to be ใช้เป็นกริยาแท้เพื่อแสดงคำสั่ง (Command) หรือ คำขอร้อง (Request) เช่น
Be quiet. เงียบๆ ด้วยครับ
Be a good student. ขอให้เป็นนักเรียนที่ดีนะ


VERB TO BE ใช้เป็นกริยาช่วย

Verb to be ใช้เป็นกริยาช่วย โดยการช่วยกริยาแท้ของประโยคสร้าง Tenses ต่างๆ นั่นหมายความว่าเมื่อ Verb to be ถูกนำมาใช้เป็นกริยาช่วย มักจะวางอยู่หน้ากริยาแท้ของประโยคเสมอ และมีอำนาจทำให้กริยาแท้ของประโยคเปลี่ยนรูปร่างไปตาม Voices (วาจก) ซึ่งมีอยู่ 2 Voices คือ Active Voice และ Passive Voice โดยมีรูปร่างและวิธีใช้ ดังนี้
1. ใช้ Verb to be (is, am, are, was, were) เป็นกริยาช่วยในประโยค Active Voice (ประโยคที่มีประธานเป็นผู้กระทำต่อกริยาโดยตรง) กริยาแท้ (Principal Verbs) ที่อยู่ด้านหลัง Verb to be จะอยู่ในรูป ช่องที่ 1 เติม –ing (Verbing) เสมอ ซึ่งก็คือ Present Continuous และ Past Continuous นั่นเอง เช่น
• Present Continuous Tense

S + is, am, are + Ving + Object

I am teaching English.
ผมกำลังสอนภาษาอังกฤษอยู่
(am เป็นกริยาช่วยของกริยาแท้คือ teach ดังนั้นจึงต้องเติม ing ที่ teach
เป็น teaching
Some of my students are playing football.
นักเรียนของผมบางคน กำลังเล่นฟุตบอล
Miss Sona is writing an English letter to Mr.Robert.
คุณโซน่ากำลังเขียนจดหมายภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งถึงคุณโรเบิร์ต
Jim and Joe are coming to my house.
จิมและโจกำลังเดินทางมาที่บ้านของผม
My teacher is reading a novel.
คุณครูของผม กำลังอ่านหนังสือนวนิยายอยู่
• Past Continuous

Subject + was, were + Ving + Object

I was watching T.V. in the afternoon.
ผมกำลังดูรายการทีวีอยู่ในช่วงบ่าย
She was standing at the gate at this time yesterday.
หล่อนกำลังยืนอยู่ที่รั้วประตู ในช่วงเวลานี้ของเมื่อวาน
We were sitting in the classroom at 7 o’ clock.
พวกเรากำลังนั่งอยู่ในห้องเรียนช่วงเวลา 7 นาฬิกา

2. ใช้ Verb to be เป็นกริยาช่วย ในประโยค Passive Voice (ประโยคที่มีประธานถูกกระทำ) กริยาแท้ (Principal Verbs) ที่อยู่ด้านหลัง Verb to be จะอยู่ในรูป ช่องที่ 3 (Verb3) เสมอ เช่น

is, am, are
was, were

The letter was written by my friend.
จดหมายฉบับนี้ถูกเขียนโดยเพื่อนของผม
She was asked to submit the application.
หล่อนถูกขอให้ส่งใบสมัคร
My wife was requested to invite the guests.
ภรรยาของผม ถูกขอร้องให้เป็นผู้เชิญแขก
I was blamed for the delay.
ผมถูกต่อว่าเพราะความล่าช้า
The windows were opened by my students.
หน้าต่างถูกนักเรียนของผมเปิดออก
The tiger was killed by a snake.
เสือถูกงูกัดตาย
You are being considered for the job.
คุณกำลังถูกพิจารณาตำแหน่งงานให้ทำอยู่
The dinner is being cooked.
อาหารเย็นกำลังถูกจัดทำอยู่

3. ใช้ Verb to be เป็นกริยาช่วยในการสร้างประโยคคำถาม (Questions) ประโยคปฏิเสธ (Negative) และประโยคคำถามปฏิเสธ (Negative Questions) ซึ่ง Verb to be ที่ใช้สร้างประโยคเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นได้ทั้งกริยาช่วยและกริยาแท้ เช่น

I am a teacher. = Am I a teacher?
You are my friend. = Are you my friend?
You are writing a letter. = Are you writing a letter?
I am not a journalist. = Am I not a journalist?
You are not my wife. = Are you not my wife?
I am a teacher. = I am not a teacher.
You are a singer. = You are not a singer.

รูป VERB TO BE

1. รูป PRESENT TENSE

รูปบอกเล่า รูปปฏิเสธ รูปคำถาม รูปคำถามปฏิเสธ
I am (I’m)… I am (I’m) not… Am I…? Aren’t I…?
You are (You’re)… You are not (aren’t)… Are you…? Aren’t you…?
He is (He’s)… He is not (isn’t)… Is he…? Isn’t he…?
She is (She’s)… She is not (isn’t)… Is she…? Isn’t she…?
It is (It’s)… It is not (isn’t)… Is it…? Isn’t it…?
We are (We’re)… We are not (aren’t)… Are we…? Aren’t we…?
They are (They’re)… They are not (aren’t)… Are they…? Aren’t they…?

2. รูป PAST TENSE

รูปบอกเล่า รูปปฏิเสธ รูปคำถาม รูปคำถามปฏิเสธ
I was… I was not (wasn’t) … Was I…? Wasn’t I…?
You were… You were not (weren’t)… Were you…? Weren’t you…?
He was… He was not (wasn’t)… Was he…? Wasn’t he…?
She was… She was not (wasn’t)… Was she…? Wasn’t she…?
It was… It was not (wasn’t)… Was it…? Wasn’t it…?
We were… We were not (weren’t)… Were we…? Weren’t we…?
They were… They were not (weren’t)… Were they…? Weren’t they…?

การใช้ VERB TO DO

Verb to do ถูกนำมาใช้เป็นได้ทั้งกริยาแท้ (Principal Verb) และกริยาช่วย (Auxiliary Verb) ของประธานในประโยค ดังนี้
Do : ในรูป Present Tense คือ do, does
Do : ในรูป Past Tense คือ did
Do : ใช้กับประธานพหูพจน์ รวมทั้ง I และ You เช่น they, I, you, we
Does : ใช้กับประธานเอกพจน์ เช่น he, she, it, a cat
Did : ใช้ได้ทั้งกับประธานเอกพจน์และพหูพจน์ เช่น they, I, you, he, she, it, we


VERB TO DO ใช้เป็นกริยาแท้

Verb to do ที่เป็นกริยาแท้อาจมาตามลำพังในประโยค หรือวางอยู่หลังกริยาช่วยตัวอื่นก็ได้ แต่ก็ถือว่าทำหน้าที่เป็นกริยาแท้ (Principal Verb) เพราะจะมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง ซึ่งมักจะแปลออกสำเนียงว่า “กระทำ หรือ แสดง” มักจะอยู่ในรูป

Subject + do, does, did, object

You must do your work well.
คุณต้องทำงานให้ดี (do เป็นกริยาแท้ วางอยู่ด้านหลังของกริยาช่วย คือ must)
Please, do as I tell you.
กรุณาทำตามที่ฉันบอกให้ทำ
Can’t you do it by your self?
คุณทำเองไม่ได้หรือไง (เป็นกริยาแท้ในประโยคคำถาม)
I did my homework last night.
ผมได้ทำการบ้านเมื่อคืนนี้ (did เป็นกริยาแท้ช่องที่ 2 ซึ่งเป็นรูปอดีต)
Ladda does her homework every day.
ลัดดาทำการบ้านทุกวัน
She did her homework last night.
หล่อนได้ทำการบ้านเมื่อคืนที่แล้ว
Can you do this job?
คุณทำงานนี้ได้ไหม

หมายเหตุ : ห้ามใช้ Verb to do เป็นทั้งกริยาแท้และกริยาช่วยในเวลาเดียวกัน (ไม่เหมือน Verb to be) โดยเฉพาะประโยคคำถาม ประโยคคำถามปฏิเสธ และประโยคปฏิเสธ เช่น
Do you your homework? (ผิด)
Do you do your homework? (ถูก)
Does she it by herself? (ผิด)
Does she do it by herself? (ถูก)


VERB TO DO เป็นกริยาช่วย

Verb to do เมื่อใช้เป็นกริยาช่วยจะทำหน้าที่ช่วยกริยาแท้สร้าง Tenses ต่างๆ ซึ่งโดยมากจะใช้ Verb to do เป็นกริยาช่วยในประโยคคำถาม (Question) ปฏิเสธ (Negative) คำถามปฏิเสธ (Negative Question) และเมื่อใช้ Verb to do เป็นกริยาช่วยจะทำให้กริยาแท้อยู่ในรูปช่องที่ 1 เสมอ ซึ่งมีกฎการใช้ดังนี้
1. ใช้ Verb to do เป็นกริยาช่วยในการสร้างประโยคคำถาม เช่น
ประโยคบอกเล่า ประโยคคำถาม
You have a big house. Do you have a big house?
คุณมีบ้านหลังใหญ่หรือเปล่า
She knows where Mr.Dale lives. Does she know where Mr.Dale lives?
หล่อนรู้หรือเปล่าว่าคุณเดลอยู่ที่ไหน
He asked you the way to Bangkok. Did he ask you the way to Bangkok?
เขาถามทางไปกรุงเทพฯกับคุฯหรือเปล่า
Ladda likes coffee or tea. Does Ladda like coffee or tea?
ลัดดาชอบกาแฟหรือน้ำชา
Sunicha went to school yesterday. Did Sunicha go to school yesterday?
เมื่อวานนี้สุนิชาไปโรงเรียนหรือเปล่า
You asked me to write to you. Did you ask me to write to you?
คุณได้ขอให้ผมเขียนจดหมายถึงคุณหรือเปล่า

2. ใช้ Verb to do เป็นกริยาช่วยในการสร้างประโยคปฏิเสธ (Negative Statement) และประโยคคำถามปฏิเสธ (Negative Question) เช่น
I didn’t go to the university last week.
อาทิตย์ที่แล้วผมไม่ได้ไปมหาวิทยาลัยเลย
I don’t need to talk with Mr. Dale.
ผมไม่อยากคุยกับคุณเดลเลยจริงๆ
She does not come to visit her mother.
หล่อนไม่ได้มาเยี่ยมคุณแม่ของหล่อน
My students don’t like reading English newspaper.
นักศึกษาของผมไม่ชอบอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ
They didn’t pay the money.
พวกเขาไม่ได้จ่ายเงินจำนวนนั้นเลย
Do you not like coffee?
คุณไม่ชอบกาแฟหรือ
Did they not help you?
พวกเขาไม่ช่วยคุณบ้างเลยหรือ

3. ใช้ Verb to do เป็นกริยาช่วย เพื่อเป็นการเน้น (Emphasize) ข้อความเฉพาะในประโยค เช่น
I do admit that I was wrong.
ผมยอมรับว่าตัวเองผิด
My father did say that he would pay for it.
คุณพ่อผมเป็นคนพูดเองว่า ท่านจะเป็นคนจ่ายเอง
I didn’t write the letter to her. But you did write it.
ผมไม่ได้เขียนจดหมายถึงหล่อนเลย แต่คุณสิกลับเขียน

4. ใช้ Verb to do เป็นกริยาช่วย เพื่อช่วยในการเลี่ยงการกล่าวคำเดิมซ้ำๆ เช่น
Do you know Mr.Dale? Yes, I do.
คุณรู้จักคุณเดลไหม ครับ ผมรู้จักเขา
Does he teach you English? Yes, he does.
เขาสอนภาษาอังกฤษให้คุณหรือ ครับ เขาสอนให้ผม


รูป VERB TO DO

รูปบอกเล่า รูปปฏิเสธ รูปคำถาม รูปคำถามปฏิเสธ
I do… I do not (don’t)… Do I…? Don’t I…?
You do… You do not (don’t)… Do you…? Don’t you…?
He does… He does not (doesn’t)… Does he…? Doesn’t he…?
She does… She does not (doesn’t)… Does she…? Doesn’t she…?
It does… It does not (doesn’t)… Does it…? Doesn’t it…?
We do… We do not (don’t)… Do we…? Don’t we…?
They do… They do not (don’t)… Do they…? Don’t they…?

หมายเหตุ : 1. did not (didn’t) ให้ใช้แทน do not (don’t) และ does not (doesn’t) เมื่อใช้ในประโยค Past Simple Tense
2. did ใช้ได้กับประธานทุกตัว
3. ประโยคคำถามปฏิเสธ สามารถวาง not ไว้หลังประธานของประโยคได้ เช่น
Didn’t you come to school yesterday?
= Did you not come to school yesterday?


การใช้ VERB TO HAVE

Verb to have ใช้เป็นได้ทั้งกริยาแท้ (Principal Verb) และ กริยาช่วย (Auxiliary Verb) เช่นเดียวกันกับ Verb to be และ Verb to do โดยถ้าใช้เป็นกริยาแท้ จะหมายถึง การเป็นเจ้าของการครอบครอง ประสบการณ์หรือได้รับ และเมื่อใช้เป็นกริยาช่วยจะใช้คู่กับกริยาแท้ ช่องที่ 3 เสมอ โดยมีรายละเอียดในการใช้ ดังนี้
Have : รูป Present Tense คือ has, have
Have : รูป Past Tense คือ had

has : ใช้กับประธานเอกพจน์ เช่น he, she, it, Dang, Ladda
have : ใช้กับประธานพหูพจน์ เช่น we, I, you, Dang and Ladda
had : ใช้ในประโยค Past Tense โดยใช้ได้กับประธานทุกตัว


VERB TO HAVE ใช้เป็นกริยาแท้


Verb to have เมื่อใช้เป็นกริยาแท้ (Principal Verb) จะใช้ในความหมายต่างๆ กัน ดังนี้
1. ใช้ในความหมาย ครอบครอง หรือเป็นเจ้าของ (Possess) เช่น
I have many good books.
ผมมีหนังสือดีๆ หลายเล่ม
Panuwat has a beautiful girlfriend.
คุณภาณุวัฒน์มีคนรักสวยมาก
We have a very good English teacher.
พวกเรามีครูภาษาอังกฤษที่ดีมากคนหนึ่ง
2. ใช้ในความหมาย ทาน กิน (take) เช่น
We have lunch at noon.
พวกเราทานอาหารเที่ยงเวลาเที่ยงวันพอดี
My sister has her dinner at 7.30 P.M.
น้องสาวของผมทานอาหารเย็นเวลาทุ่มครึ่ง
My students have coffee at eight.
นักศึกษาของผมทานกาแฟเวลาแปดนาฬิกา
3. ใช้ในความหมายว่า เคยมีประสบการณ์ (Experienced) เช่น
I had a heart attack.
ผมเคยมีประสบการณ์เรื่องโรคหัวใจ
Mr.Prayong has a broken heart.
คุณประยงค์เคยมีประสบการณ์เรื่องอกหัก
4. ใช้ในความหมาย ได้รับ (received) เช่น
I had a book from my friend in India.
ผมได้รับหนังสือเล่มหนึ่งจากเพื่อนที่อยู่ประเทศอินเดีย
She had a long letter from her friend in London.
หล่อนได้รับจดหมายที่ยาวมากฉบับหนึ่งจากเพื่อนที่อยู่กรุงลอนดอน

หมายเหตุ : Verb to have ใช้เป็นกริยาแท้จะทำหน้าที่เหมือนกริยาแท้ตัวอื่นๆ โดยจะผันได้ 3 ช่อง และสามารถเป็นกริยาเพียงตัวเดียวของประธานและมาตามลำพังได้ หรือจะวางไว้หลังกริยาช่วยตัวอื่นๆ ก็ได้


VERB TO HAVE ใช้เป็นกริยาช่วย

Verb to have เมื่อใช้เป็นกริยาช่วย จะทำหน้าที่ช่วยกริยาแท้ในประโยคเพื่อสร้าง Tenses ต่างๆ โดยถ้าใช้ Verb to have เป็นกริยาช่วย แล้วกริยาแท้ที่ตามมาด้านหลัง(หรือกริยาช่วยตัวอื่นที่ตามมาด้านหลังโดยเฉพาะในประโยค Passive Voice) จะเป็นกริยารูปช่องที่ 3 เสมอ ซึ่งมักจะมีวิธีใช้ดังต่อไปนี้
1. ใช้ Verb to have เป็นกริยาช่วยในการสร้างประโยค Perfect Tenses ดังนี้
A: ใช้เป็นกริยาช่วยในประโยค Present Perfect Tense ซึ่งจะอยู่ในรูป
Subject + has,have + Verb3 เช่น
I have eaten mango.
ผมได้ทานมะม่วงแล้วนะ
She has created a problem.
หล่อนเป็นคนสร้างปัญหาเองแหละ
My boss has turned down my proposal.
เจ้านายได้ปฏิเสธข้อเสนอของฉัน
B: ใช้เป็นกริยาช่วยในประโยค Present Perfect Continuous Tense ซึ่งจะ
อยู่ในรูป Subject + has,have + been + Verbing เช่น

My former girlfriend has been working for Bangkok Bank for five years.
คนรักเก่าของผมทำงานที่ธนาคารกรุงเทพมาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว
Mr.Sunan has been helping me till now.
คุณสุนันท์ได้ช่วยเหลือผมมาจนถึงทุกวันนี้
Mr.Robert and Miss Sona have been staying with me since 1999.
คุณโรเบิร์ตและคุณโซน่าได้พักอยู่กับผมมาตั้งแต่ปี 1999 แล้ว
C: ใช้เป็นกริยาช่วยในประโยค Past Perfect Tense ซึ่งจะอยู่ในรูป
Subject + had + Verb3 เช่น

Mr.Supot has left when we reached his house.
คุณสุพจน์ได้ออกจากบ้านไปก่อนที่พวกเราจะไปถึงบ้านเขา
I had done my work when my friends visited me.
ผมได้ทำงานเสร็จแล้วเมื่อพวกเพื่อนๆมาถึง
I hadn’t seen Nirmala by then.
ผมไม่ได้เจอคุณนิรมาลาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
D: ใช้เป็นกริยาช่วยในประโยค Past Perfect Continuous Tense ซึ่งจะอยู่ในรูป
Subject + had + been + Verbing เช่น

I had been writing this book when I met her.
ผมได้เขียนหนังสือเล่มนี้อยู่เมื่อตอนพบกับหล่อน
She had been watching TV when I went there.
หล่อนดูทีวีอยู่ตอนผมไปถึง
She had been sleeping for two hours, when I went there.
หล่อนนอนสองชั่วโมงแล้วตอนผมไปถึง

2. ใช้ Verb to have เป็นกริยาช่วยในการสร้างประโยคคำถาม (Question) เช่น
ประโยคบอกเล่า ประโยคคำถาม
She has waited for me.
We have studied here.
You have passed the exam. Has she waited for me?
Have we studied here?
Have you passed the exam?

3. ใช้ Verb to have เป็นกริยาช่วยในการสร้างประโยคคำถามปฏิเสธ เช่น
ประโยคบอกเล่า ประโยคคำถามปฏิเสธ
I have not seen her.
You have not passed the exam.
We have not studied here.
She has not posted the letter. Have I not seen her?
Have you not passed the exam?
Have we not studied here?
Has she not posted the letter?

4. ใช้ Verb to have เป็นกริยาช่วยในการสร้างประโยค Passive Voice เช่น
I have been informed of informed of the matter.
ผมได้รับทราบเรื่องนี้แล้ว
The student has been insulted by his teacher.
นักเรียนคนนั้นถูกครูของตัวเองดูถูก
I have been asked to vote for him.
ผมถูกขอให้ลงคะแนนให้เขา
He has been arrested by the police.
เขาถูกตำรวจจับตัวได้แล้ว

รูป VERB TO HAVE

รูปบอกเล่า รูปปฏิเสธ รูปคำถาม รูปคำถามปฏิเสธ
I have (I’ve)… I have not (haven’t)… Have I…? Haven’t I…?
You have (You’ve)… You have not( haven’t)… Have you…? Haven’t you…?
He has (He’s)… He has not(hasn’t)… Has he…? Hasn’t he…?
She has (She’s)… She has not (hasn’t)… Has she…? Hasn’t she…?
It has (It’s)… It has not(hasn’t)… Has it…? Hasn’t it…?
We have (We’ve)… We have not(haven’t)… Have we…? Haven’t we…?
They have (They’ve)… They have not (haven’t)… Have they…? Haven’t they…?

หมายเหตุ : สำหรับ had นั้นจะใช้ได้กับประธานทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นประธานเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม โดยจะมีรูปย่อดังนี้
รูปย่อในประโยคบอกเล่า ‘d เช่น I’d …, We’d… เป็นต้น
รูปย่อในประโยคปฏิเสธ hadn’t เช่น I hadn’t…, We hadn’t… เป็นต้น
MODAL AUXILIARIES

Modal Auxiliaries คือกริยาช่วยในกริยาแท้ในประโยค หรือที่รู้จักกันในนาม Helping Verbs กริยาช่วยกลุ่มนี้มีความสำคัญมาก ไม่แพ้กริยาช่วยกลุ่ม Primary Auxiliaries ต่างกันแต่ Modal Auxiliaries ใช้ง่ายกว่าเพราะกริยากลุ่มนี้ทำหน้าที่เป็นได้เพียงกริยาช่วยเท่านั้น ไม่สามารถทำเป็นกริยาแท้ได้เหมือน Primary Auxiliaries (ยกเว้น need และ dare) มีอยู่ 13 ตัว ดังนี้
รูปปัจจุบัน รูปอดีต คำแปล
will
shall
can
may
must
ought to
need
dare
would
should
could
might


used to จะ
จะ
สามารถ
อาจจะ
ต้อง
ควรจะ
ต้องการ
กล้า
เคย


การใช้ MODAL AUXILIARIES

Modal Auxiliaries ทำหน้าที่เป็นกริยาช่วยของกริยาแท้ในประโยคเท่านั้น (ยกเว้น dare และ need ที่อาจนำไปใช้เป็นกริยาแท้ได้บ้าง) และมีวิธีใช้ง่ายๆ ที่ต้องจำ 3 ข้อเท่านั้น คือ
1. Modal Auxiliaries ใช้กริยาแท้ช่องที่ 1 เสมอ โดยจะวางไว้หน้ากริยาแท้ตัวนั้น ห้ามใช้กริยา Modal Auxiliaries ตามลำพังเหมือนกริยาแท้ (ยกเว้น dare, need) เช่น

Modal Auxiliaries + V1 = will, shall + V1

She should learn swimming.
หล่อนควรจะเรียนว่ายน้ำ
You may write the letter to your friend now.
คุณอาจจะเขียนจดหมายถึงเพื่อนตอนนี้ก็ได้นะ
My students must tell me the truth.
นักศึกษาของผมต้องเล่าความจริงให้ผมฟัง
They will give me their workbooks tomorrow.
พวกเขาจะนำงานมาส่งผมในวันพรุ่งนี้
The bird can fly up to the sky.
นกสามารถบินขึ้นสู่ท้องฟ้าได้
Ladda can speak English well.
ลัดดาพูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก
Can Dale speak English well?
เดลพูดภาษาอังกฤษได้ดีหรือเปล่า
No, he cannot speak English well.
เปล่าเลย เขาพูดภาษาอังกฤษได้ไม่ดีเลย

หมายเหตุ : 1. ไม่ว่าจะเป็นประโยคบอกเล่า (Statement) คำถาม (Question) หรือคำถามปฏิเสธ (Negative Question) ก็ตาม กริยาแท้ที่ตามมาด้านหลัง Modal Auxiliaries ยังเป็นกริยาช่องที่ 1 เสมอ ไม่ว่าประธานของกริยาจะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม
2. ถ้าใช้ Modal Auxiliaries ในประโยค Passive Voice ที่อยู่ในรูปอนาคต (Future) อาจจะอยู่ในรูป will , shall + be + V3
She will be punished by her teacher tomorrow.
หล่อนจะถูกลงโทษโดยคุณครูในวันพรุ่งนี้
He must be punished by his mother.
เขาต้องถูกคุณแม่ลงโทษแน่ๆ

จะเห็นได้ว่าหลัง Modal Auxiliaries แม้เป็นกริยาช่วยกลุ่ม Primary Auxiliaries ก็ยังต้องอยู่ในรูปช่องที่ 1 ตามโครงสร้างของการใช้ Modal Auxiliaries

2. Modal Auxiliaries มีเพียงรูปเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะใช้กับประธานที่เป็นเอกพจน์หรือเป็นพหูพจน์ก็ตาม คือไม่สามารถเปลี่ยนเป็นช่องที่ 2หรือ 3 ได้เหมือนกับกริยาแท้ตัวอื่น และที่ควรจำคือกริยาแท้หรือกริยาช่วยที่ตามมาด้านหลัง Modal Auxiliaries จะอยู่ในรูปช่องที่ 1 เสมอ และไม่เติม -s, -es, หรือ -ing เช่น

I can teach. He can teach. She can teach.
I must swim. He must swim. She must swim.
I will write. He will write. She will write.
I may come. He may come. She may come.
I might win. He might win. She might win.

หมายเหตุ : ถ้ากริยากลุ่ม Primary Auxiliaries ทำหน้าที่เป็นกริยาช่วย รูปร่างจะเปลี่ยนไปตามประธานของตัวเอง เช่น

I am teaching English. She is teaching English.
We are swimming. He is swimming.
I have taught. He has taught.
They do not work. I do not work.
She does not work. He does not work.

3. Modal Auxiliaries จะไม่ถูกนำมาใช้ในรูป infinitive (to + will, shall เป็นต้น) หรือรูป participle (Verb3) เช่น
ผิดถ้าใช้ในรูป
to must to can to would
to should to shall เป็นต้น

ตัวอย่างต่อไปนี้ถือว่าถูกต้อง เพราะคำกริยาช่วยเหล่านี้ ถูกนำมาใช้เป็นกริยาแท้ตัวหนึ่งคือ to will, to need, to dare เช่น
He decided to will his property to his sons.
เขาตัดสินใจยกสมบัติให้ลูกๆ ของเขา
(to will หรือแม่แต่ to need, to dare นำมาใช้อย่างนี้ได้เพราะใช้เป็นกริยาแท้)


การใช้ CAN

Can แปลว่า สามารถ มีวิธีใช้ ดังนี้
1. ใช้ can เพื่อแสดงถึงความสามารถ (Ability) เช่น
He can play tennis very well.
เขาสามารถเล่นเทนนิสได้ดีมาก
She can speak English well.
หล่อนสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก
We can run a mile in ten minutes.
พวกเราสามารถวิ่งได้หนึ่งไมล์ในเวลาสิบนาที
My friend can understand the poem.
เพื่อนของผมสามารถเข้าใจบทประพันธ์ได้ดี
My sister can type the letters.
น้องสาวของผมสามารถพิมพ์จดหมายได้หลายฉบับ
We can teach English.
พวกเราสามารถสอนภาษาอังกฤษได้ดี
2. ใช้ can เพื่อแสดงถึงสมรรถภาพ (Capacity) เช่น
He can work hard.
เขาสามารถทำงานหนักได้
She can deal with customers.
หล่อนสามารถจัดการกับลูกค้าได้
We can build a house.
พวกเราสามารถสร้างบ้านได้
She can drive a car.
หล่อนสามารถขับรถยนต์ได้
3. ใช้ can ในประโยคเพื่อเป็นการขออนุญาต หรือให้อนุญาต (Permission) ซึ่งการใช้ can ในความหมายนี้เป็นการใช้เหมือน may ซึ่งความจริงแล้วใช้ may จะตรงกว่า can เช่น
Can I speak to Mr.Dale?
ผมขอพูดกับคุณเดลได้ไหม
Can I have a cup of coffee?
ขอผมทานกาแฟสักถ้วยได้ไหม
Can I go now?
ผมขอไปตอนนี้เลยได้ไหม
Can I take one of those books?
ผมขอหนังสือสักเล่มนะครับ
You can take one of these books if you like.
คุณจะเอาหนังสือไปเล่มหนึ่งก็ได้ถ้าต้องการ
4. ใช้ can เพื่อแสดงการขอร้องอย่างสุภาพ (polite request) เช่น
Can you lend me some books?
ผมขอยืมหนังสือหน่อยได้ไหมครับ
Can you give this book to my friend?
ช่วยนำหนังสือเล่มนี้ไปให้เพื่อนผมหน่อยได้ไหมครับ
Can you write the letter for me?
ช่วยเขียนจดหมายแทนผมหน่อยได้ไหมครับ
5. ใช้ can เพื่อเป็นการแสดงความเป็นไปได้ (Possibility) เช่น
She can come to meet me tomorrow.
หล่อนสามารถมาพบผมได้ในวันพรุ่งนี้
You can write in English if you try.
คุณสามารถเขียนเป็นภาษาอังกฤษได้ถ้าพยายาม


รูปของ CAN

รูปบอกเล่า รูปปฏิเสธ รูปคำถาม
I can … I cannot (can’t)… Can I…?
You can… You cannot (can’t)… Can you…?
We can… We cannot (can’t)… Can we…?
They can… They cannot (can’t)… Can they…?
He can… He cannot (can’t)… Can he…?
She can… She cannot (can’t)… Can she…
It can… It cannot (can’t)… Can it…?


การใช้ COULD

Could แปลว่า สามารถ มีวิธีใช้ ดังนี้
1. ใช้ could เป็น Past Tense ของ can เพื่อแสดงความสามารถที่เป็นอดีต เช่น
She could read when she was five years old.
หล่อนสามารถอ่านหนังสือได้เมื่อตอนอายุ 5 ขวบ
Till last year I could read without glasses.
จนกระทั่งปีที่แล้วผมจึงสามารถอ่านหนังสือโดยไม่สวมแว่นตา
2. ใช้ could เพื่อแสดงความเป็นไปได้ (Possibility) หรือความไม่แน่นอน (Uncertainly) รวมถึงสิ่งต่างๆ ในประโยคเงื่อนไขที่เป็นไปได้ (unreal condition) เช่น
I could do it, if I tried hard.
ผมสามารถทำได้ ถ้าผมพยายาม (เป็นไปได้)
If Mr.Prayong were here, I could ask him about it.
ถ้าคุณประยงค์อยู่ที่นี่ ผมจะถามเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ (ไม่แน่นอน)
3. ใช้ could เพื่อเป็นการถามคำถามแบบสุภาพ (polite questions) เช่น
Could I smoke in the room?
ผมสูบบุหรี่ในห้องนี้ได้ไหมครับ
Could you, please, take me to the dean of faculty of Arts and Sciences?
คุณครับ ช่วยพาผมไปพบคณบดีคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ได้ไหมครับ
Could I have your newspaper for a while?
ผมขอยืมหนังสือพิมพ์คุณสักครู่ได้ไหมครับ
4. ใช้ could เป็น Past Tense ของ can ใน Indirect Speech เช่น
He said: ‘I can climb up the hill.’
เขาพูดว่า “ฉันสามารถปีนเขาได้”
He said that he could climb up the hill.
เขาพูดว่า เขาสามารถปีนเขาได้


รูปของ COULD

รูปบอกเล่า รูปปฏิเสธ รูปคำถาม
I could … I could not (couldn’t)… Could I…?
You could … You could not (couldn’t)… Could you…?
We could … We could not (couldn’t)… Could we…?
They could … They could not (couldn’t)… Could they…?
He could … He could not (couldn’t)… Could he…?
She could … She could not (couldn’t)… Could she…
It could … It could not (couldn’t)… Could it…?


การใช้ MAY

May แปลว่า อาจจะ มีวิธีใช้ ดังนี้
1. ใช้ may เพื่อเป็นการแสดงการอนุญาต เช่น การขออนุญาต หรือการให้อนุญาต (express permission) เช่น
May I come in, please?
ขอเข้าไปข้างในได้ไหมครับ
Yes, you may.
ได้สิ เข้ามาได้ (ปัจจุบัน การปฏิเสธนิยมใช้ cannot แทน may not)
May I open the window?
ขอเปิดหน้าต่างได้ไหมครับ
May I park the car here?
ผมขอจอดรถที่นี่ได้ไหมครับ
2. ใช้ may เพื่อแสดงความเป็นไปได้ในอนาคต (Possibility) เช่น
My wife may come tomorrow.
ภรรยาของผมอาจจะมาพรุ่งนี้
Mr.Nilrat may pass the exam.
คุณนิลรัตน์อาจจะสอบผ่าน
Mr.Taksin may be elected Prime Minister of Thailand.
คุณทักษิณอาจจะได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย
He may agree or may not.
เขาอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
3. ใช้ may เพื่อเป็นการอวยพร หรือแสดงความปรารถนา (Wish) เช่น
May god bless you!
ขอพระเจ้าจงอวยพรคุณ
May you live long!
ขอให้คุณมีอายุยืนยาว
May you prosper in all that you do!
ขอให้คุณประสบความสำเร็จในทุกๆสิ่งที่ทำ
May her soul rest in peace!
ขอให้ดวงวิญญาณหล่อนไปสู่สุคติ
4. ใช้ may ในประโยค Subordinate Clauses เพื่อแสดงถึงวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย (Purpose) เช่น
Use fertilizer so that you may have a rich harvest.
ใช้ปุ๋ยเถอะ เพื่อว่าคุณจะได้มีผลผลิตที่ดี
Study hard that you may pass the test.
เรียนหนัก คุณอาจจะสอบผ่านก็ได้
Learn that you may teach others.
เรียนเพื่อให้สอนคนอื่นได้


รูปของ MAY


รูปบอกเล่า รูปปฏิเสธ รูปคำถาม
I may … I may not… May I…?
You may … You may not… May you…?
We may … We may not … May we…?
They may … They may not … May they…?
He may … He may not… May he…?
She may … She may not … May she…
It may… It may not … May it…?


การใช้ MIGHT

Might แปลว่า อาจจะ เป็นรูปอดีตของ May มีวิธีใช้ ดังนี้
1. ใช้ might เป็นอดีต (Past) ของ may ในประโยค Indirect Speech เช่น
He said: ‘I may have dinner with you tonight’.
He said that he might have dinner with me tonight.
เขาพูดว่าเขาอาจจะไปทานอาหารค่ำกับผมในคืนนี้
She said: ‘I may have done so’.
She said that she might have done so.
หล่อนพูดว่าหล่อนอาจทำอย่างนั้น
2. ใช้ might เพื่อแสดงความเป็นไปได้ (Possibility) โดยจะให้ความหมายความเป็นไปได้น้อยกว่า may ดังนั้นถ้ามีความเป็นไปได้มากให้ใช้ may แทน เช่น
I may win. I might win.
ผมอาจชนะ ผมอาจชนะ (มีโอกาสน้อยกว่า may)
It may rain today. It might rain today.
วันนี้ฝนอาจตก วันนี้ฝนอาจตก (มีโอกาสน้อยกว่า may)
He may attend the meeting. He might attend the meeting.
เขาอาจเข้าร่วมประชุม เขาอาจเข้าร่วมประชุม (มีโอกาสน้อยกว่า may)
3. ใช้ might ในการกล่าวตำหนิอย่างสุภาพ ในการอภิปรายหรือในการประชุม เช่น
You might spend the money with a little care.
คุณอาจมีความระวังน้อยไปหน่อยกับการใช้เงิน
You might go there a little early.
คุณอาจต้องไปถึงที่นั่นเร็วกว่านี้สักหน่อย


รูปของ MIGHT


รูปบอกเล่า รูปปฏิเสธ รูปคำถาม
I might … I might not (mightn’t)… Might I…?
You might … You might not (mightn’t)… Might you…?
We might … We might not (mightn’t)… Might we…?
They might … They might not (mightn’t)… Might they…?
He might … He might not (mightn’t)… Might he…?
She might … She might not (mightn’t)… Might she…
It might… It might not (mightn’t)… Might it…?

หมายเหตุ: รูปบางรูปของ might ก็ไม่ค่อยได้รับการยอมรับในบางประเทศ เช่น รูปคำถาม และรูปปฏิเสธแบบย่อ

การใช้ WILL

Will แปลว่า จะ มีวิธีใช้ ดังนี้
1. ใช้ will กับประธานที่เป็นบุรุษที่ 2 (you) และ 3 (he, she, it, they เป็นต้น) เพื่อแสดงอนาคตกาล ซึ่งมีโอกาสเป็นจริง หรือมีโอกาสเกิดขึ้นเกือบแน่นอน เช่น
My teacher will teach tomorrow.
คุณครูของผมจะสอนในวันพรุ่งนี้
She will pay me back tomorrow.
หล่อนจะจ่ายเงินคืนผมในวันพรุ่งนี้
Tomorrow will be a holiday.
พรุ่งนี้จะเป็นวันหยุด
The train will leave at 9.30 p.m.
รถไฟจะออกเวลา 9.30 น.
2. ใช้ will กับประธานบุรุษที่ 1 (I, We) ซึ่งแสดงความตั้งใจหรือการกำหนด (Determination) สัญญา (Promise) การคุกคาม (Threat) หรือความประสงค์ (Willingness) ดังนี้
A: ใช้ will เพื่อแสดงความตั้งใจ หรือการกำหนด (Determination) เช่น
I will do it, whatever happens.
ผมจะทำ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็ตาม
We will not let her go.
พวกเราจะไม่ให้หล่อนไป
I will not agree with her.
ผมจะไม่เห็นด้วยกับหล่อน
B: ใช้ will เพื่อให้สัญญา (Promise) เช่น
I will help you in this matter.
ผมจะช่วยคุณในเรื่องนี้
We will do whatever we can to help you.
พวกเราจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยคุณ
C: ใช้ will เพื่อแสดงการคุกคาม (Threat)
I will dismiss you from my class.
ฉันจะไล่เธอออกจากห้องเรียนนะ
I will teach him.
ผมจะสอนบทเรียนให้เขาเอง
D: ใช้ will เพื่อความประสงค์ หรือความปรารถนา (Willingness) เช่น
All right, I will go with you.
ตกลงครับ ผมจะไปกับคุณ
We will tell you her address.
พวกเราจะบอกที่อยู่ของหล่อนให้คุณทราบ
3. ใช้ will เพื่อเป็นการเชิญชวนอย่างสุภาพ เช่น
Will you write the letter for me?
ช่วยเขียนจดหมายแทนผมสักฉบับได้ไหมครับ
Will you come to my office tomorrow?
ช่วยมาที่ทำงานผมหน่อยได้ไหมครับพรุ่งนี้


รูปของ WILL

รูปบอกเล่า รูปปฏิเสธ รูปคำถาม
I will … I will not (won’t)… Will I…?
You will … You will not (won’t)… Will you…?
We will … We will not (won’t)… Will we…?
They will … They will not (won’t)… Will they…?
He will … He will not (won’t)… Will he…?
She will … She will not (won’t)… Will she…
It will … It will not (won’t)… Will it…?


การใช้ SHALL

Shall แปลว่า จะ มีวิธีใช้คล้ายกับ will ดังนี้
1. ใช้ shall กับบุรุษที่ 1 (First Person) เพื่อแสดงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตกาล ซึ่งการใช้ shall นี้ โอกาสเกิดขึ้นตามที่พูดไว้มีมากเกินครึ่งหนึ่ง เช่น
I shall leave for London tomorrow.
ผมจะเดินทางไปกรุงลอนดอนในวันพรุ่งนี้
We shall discuss the matter with the Dean.
พวกเราจะอภิปรายเรื่องนี้กับคณบดี
We shall visit our friend tomorrow.
พวกเราจะไปเยี่ยมเพื่อนของพวกเราในวันพรุ่งนี้
2. ใช้ shall กับบุรุษที่ 2 (Second Person) และบุรุษที่ 3 (Third Person) เพื่อแสดงการสั่ง (Command) การให้สัญญา (Promise) การข่มขู่ หรือการคุกคาม (Threat) แสดงความตั้งใจหรือการกำหนด (Determination) ดังนี้
A: ใช้ shall เพื่อเป็นการออกคำสั่ง (Command) เช่น
You shall go to school now.
คุณต้องไปโรงเรียนเดี๋ยวนี้
She shall not smoke in the room.
หล่อนต้องไม่สูบบุหรี่ในห้อง
He shall sign the documents.
เขาจะต้องเซ็นเอกสารเหล่านี้
B: ใช้ shall เพื่อแสดงการให้สัญญา (Promise) เช่น
You shall be given a computer if you win the race.
คุณจะได้รับคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง ถ้าคุณชนะการแข่งขันครั้งนี้
He shall be encouraged, if he studies hard.
เขาควรจะได้รับการสนับสนุน ถ้าเขาตั้งใจเรียน
C: ใช้ shall เพื่อแสดงการข่มขู่ หรือการคุกคาม (Threat) เช่น
She shall regret this.
หล่อนจะต้องเสียใจกับสิ่งนี้
You shall be punished for your misbehavior.
คุณจะต้องถูกลงโทษเพราะประพฤติผิด
D: ใช้ shall เพื่อแสดงความตั้งใจ หรือการกำหนด (Determination) เช่น
You shall explain the reason for your delay.
คุณจะต้องอธิบายเหตุผลที่มาช้า
He shall do whatever I tell him.
เขาจะต้องทำทุกอย่างตามที่ฉันบอกให้ทำ
3. ใช้ shall กับบุรุษที่ 1 เพื่อแสดงการอนุญาต (Permission) หรือการเสนอแนะ (Suggestion) ดังนี้
A: ใช้ shall เพื่อแสดงการอนุญาต (Permission) เช่น
Shall I sit down?
= (Do you allow me to sit down?)
ผมขอนั่งได้ไหมครับ
Shall I read the book to you?
= (Do you allow me to read the book to you?)
ผมอ่านหนังสือให้คุณฟังนะครับ
B: ใช้ shall เพื่อเป็นการเสนอแนะ (Suggestion) เช่น
Shall I come tomorrow?
= (Do you expect me to come tomorrow?)
ให้ผมมาไหมพรุ่งนี้
Shall we go to the movie tonight?
= (I want to know whether you appreciate my idea.)
ไปดูหนังกันดีไหมคืนนี้

หมายเหตุ : 1. shall ใช้กับประธานบุรุษที่ 1 (I, We) เพื่อแสดงความเป็นอนาคตและไม่นิยมนำมาใช้กับประธานบุรุษที่ 2 และบุรุษที่ 3 เพราะประธานที่เป็นคำสรรพนามบุรุษที่ 2 และบุรุษที่ 3 นิยมใช้ will เช่น He will , She will เป็นต้น
2. ในภาษาพูด เมื่อผู้พูดใช้ shall กับประธาน I และ We มักจะใช้ในรูปย่อคือ ’ll แทน เช่น แทนที่จะใช้ We shall หรือ I shall มักจะใช้ We’ll หรือ I’ll ซึ่งรูปนี้ไปซ้ำกับรูปย่อของ We will และ I will ทำให้สับสนว่าที่แท้รูป We’ll และ I’ll เป็น will หรือ shall กันแน่ แต่ตามหลักไวยากรณ์แล้วต้องเป็น shall ไม่ใช่ will เพียงแต่รูปย่อระหว่าง will กับ shall เหมือนกันเท่านั้น ดังเช่นประโยคต่อไปนี้
We’ll have a party to meet Miss Sona. (We shall ไม่ใช่ will)
We’ll be going to London tomorrow. (We shall ไม่ใช่ will)
I think I’ll give him a book. (I shall ไม่ใช่ will)
3. ใช้ shall กับบุรุษที่ 2 และบุรุษที่ 3 ได้ ถ้าเป็นการใช้เพื่อแสดงคำสั่ง (Command) สัญญา (Promise) การข่มขู่ (Threat) เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกันคนส่วนมากมักจะใช้ประโยคอื่นแทนในความหมายเดียวกัน เช่น
You shall go at once.
คุณต้องไปเดี๋ยวนี้ (ใช้ประโยคเหล่านี้แทนก็ได้ คือ)
You will have to go at once.
You are to go at once.
You must go at once.

การใช้ WOULD

Would เป็นรูปอดีตของ will แปลว่า จะ มีวิธีใช้ ดังนี้
1. ใช้ would เป็นรูปอดีตของ will ในประโยค Indirect Speech เช่น
Miss Sona said : ‘ The university will be closed on Monday.’
Miss Sona said that the university would be closed on Monday.
คุณโซน่าพูดว่า มหาวิทยาลัยจะปิดในวันจันทร์
She said : ‘ I will not study here any more.’
She said that she would not study here any more.
หล่อนพูดว่าหล่อนจะไม่เรียนที่นี่อีกต่อไปแล้ว
2. ใช้ would เพื่อแสดงความตั้งใจ (Willingness) หรือการกำหนด (Determination) เช่น
The teacher said he would visit his students.
คุณครูพูดว่า เขาจะไปเยี่ยมนักเรียนของเขา (willingness)
She said she would try her best to help me.
หล่อนพูดว่าจะพยายามช่วยผมเต็มที่เลย (willingness)
Dale would have his own way.
คุณเดลมีทางเดินเป็นของตนเอง (determination)
He would apply for this position.
เขาจะสมัครงานในตำแหน่งนี้ (determination)
3. ใช้ would เพื่อแสดงการกระทำเป็นประจำในอดีต หรือนิสัยในอดีต เช่น
Miss Apinan would sit there and write her note book.
คุณอภินันท์มักจะนั่งที่ตรงนั้นแล้วเขียนบันทึก
After lunch the students would sit in the classroom and chat for a while.
หลังทานอาหารเที่ยงแล้วนักเรียนกลุ่มนี้มักจะนั่งในห้องเรียนแล้วคุยกันครู่หนึ่ง
She would return home and watch TV daily.
หล่อนมักจะกลับบ้านแล้วดูรายการทีวีทุกวัน
4. ใช้ would และ would like เพื่อเป็นการแสดงความประสงค์ (Wish) เช่น
I would know what my duty is.
ผมอยากรู้ว่างานของตัวเองคืออะไร
I would like to see it later.
ผมจะดูภายหลังแล้วกัน
I would like to read the book first.
ผมต้องการอ่านหนังสือเป็นอันดับแรก
5. ใช้ would rather เพื่อแสดงทางเลือก (Choice) หรือการชอบมากกว่า (Preference) เช่น
I would rather die than marry her.
ให้ผมตายดีกว่าแต่งงานกับหล่อน
She would rather go out than stay at home.
ให้หล่อนไปข้างนอกดีกว่าให้อยู่บ้าน
6. ใช้ would เพื่อเป็นการถามคำถามแบบสุภาพ (polite questions) เช่น
Would you like a cup of tea?
รับชาสักถ้วยไหมครับ
Would you mind lending me your car for an hour?
คุณจะว่าอะไรไหมครับถ้าผมจะขอยืมรถของคุณสักชั่วโมง
Would you mind typing the letter for me?
คุณจะว่าอะไรไหมครับถ้าผมจะขอให้พิมพ์จดหมายให้สักฉบับ
7. ใช้ would ในประโยคหลัก (Main Clause) ซึ่งวางอยู่หน้าหรือหลังประโยครอง (Subordinate Clause) เพื่อเป็นการแสดงเงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้ (Impossible Condition) เช่น
If she studied hard, she would pass the test.
ถ้าหล่อนเรียนหนักหล่อนคงสอบผ่านแล้ว
If I were a poet. I would express my feelings to you.
ถ้าผมเป็นนักประพันธ์ ผมคงอธิบายความรู้สึกของผมให้คุณทราบแล้ว
He would be punished if he wrote on the wall.
เขาจะถูกลงโทษ ถ้าเขาเขียนบนกำแพง
8. ใช้ would วางไว้หลัง wish เพื่อแสดงความตั้งใจ (Intention) เช่น
I wish I would know her address.
ผมหวังว่าจะรู้ที่อยู่ของหล่อน
We wish we would visit Bangkok.
พวกเราหวังว่าจะได้ไปเที่ยวกรุงเทพฯ


รูปของ WOULD

รูปบอกเล่า รูปปฏิเสธ รูปคำถาม
I would … I would not (wouldn’t)… Would I…?
You would … You would not (wouldn’t)… Would you…?
We would … We would not (wouldn’t)… Would we…?
They would … They would not (wouldn’t)… Would they…?
He would … He would not (wouldn’t)… Would he…?
She would … She would not (wouldn’t)… Would she…
It would … It would not (wouldn’t)… Would it…?


การใช้ SHOULD

Should เป็นรูปอดีตของ shall แปลว่า จะ มีวิธีใช้ ดังนี้
1. ใช้ should เป็นอดีตของ shall ในประโยค Indirect Speech เช่น
She said: ‘I shall go to India next month.’ (Direct)
She said that she should go to India next month. (Indirect)
หล่อนพูดว่าหล่อนจะไปประเทศอินเดียในเดือนหน้า
Mr.Bob said: ‘I shall stay in your house for a week.’ (Direct)
Mr.Bob said that he should stay in my house for a week. (Indirect)
คุณบ๊อบพูดว่าเขาจะพักอยู่บ้านของผมสักหนึ่งสัปดาห์
2. ใช้ should เพื่อแสดงถึงหน้าที่ที่ต้องทำ (Duty) หรือข้อผูกมัด (Obligation) เช่น
You should help the poor.
คุณควรจะช่วยเหลือคนจน (obligation)
You should respect others.
คุณควรเคารพคนอื่น (obligation)
You should attend the classes regularly.
คุณควรเข้าเรียนให้สม่ำเสมอ (duty)
We should pay tax to the government.
พวกเราควรจ่ายภาษีให้รัฐบาล (duty)
3. ใช้ should เพื่อแสดงความเป็นไปได้ แต่เป็นไปได้น้อยกว่า shall เช่น
I shall be happy to meet Mr.Mike Tyson.
I should be happy to meet Mr.Mike Tyson.
ผมดีใจที่ได้พบไมค์ ไทสัน
4. ใช้ should เพื่อแสดงความเป็นไปได้ในประโยค (possibility) หรือแสดงความคาดคะเน (Supposition) ในประโยคเงื่อนไข (Conditional Clauses) เช่น
If she should come, I shall talk to her about it.
ถ้าหล่อนมาได้ผมจะพูดกับหล่อนเอง
If she should come, ask her to wait.
ถ้าหล่อนมาได้ ช่วยบอกให้หล่อนคอยด้วย
5. ใช้ should ในประโยคหลักซึ่งอาจจะมีเงื่อนไขที่ไม่เป็นจริง (Unreal Condition) วางอยู่หน้าหรือหลังประโยค เช่น
If I were you, I should accept this post.
ถ้าผมเป็นคุณ ผมจะรับตำแหน่งนี้
If I were you, I should resign the job.
ถ้าผมเป็นคุณ ฉันจะลาออกจากงานเลย
6. ใช้ should วางไว้หลัง lest ในประโยคที่แสดงถึงความประสงค์ (Purpose) เช่น
Come early lest we should be late.
มาแต่เช้าเพื่อไม่ให้สาย
Walk carefully lest you should fall.
เดินระมัดระวังเพื่อไม่ให้ล้ม
7. ใช้ should ในรูป should like to เพื่อแสดงความประสงค์หรือความต้องการในรูปแบบที่สุภาพ เช่น
I should like to congratulate the winners in the competition.
ฉันอยากจะแสดงความยินดีกับผู้ชนะเลิศการแข่งขันทุกท่าน
I should like to have an interview with the film star.
ผมอยากจะสัมภาษณ์ดาราภาพยนตร์
8. ใช้ should เพื่อแสดงความน่าจะเป็นไปได้ (Possibility or likelihood) เช่น
I should be able to beat him.
ผมคงเอาชนะเขาได้
I should be able to finish this work in time.
ผมคงสามารถทำงานเสร็จทันเวลา


การใช้ MUST

Must แปลว่า ต้อง มีเพียงรูปเดียวเท่านั้นไม่เปลี่ยนแปลงรูปเหมือน will หรือ shall ไม่ว่าจะใช้กับประธานที่เป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม ที่สำคัญคือ must สามารถใช้ในความหมายเป็นปัจจุบัน (present) หรือเป็นอนาคต (Future) ก็ได้ แต่จะใช้ must ในความหมายเป็นอดีตได้ เฉพาะเมื่อใช้ในประโยค Present Perfect ที่มีกริยาแท้เป็นช่องที่ 3 ดังนี้
He must have gone home. (Past)
เขาจะต้องกลับบ้านแล้วแน่ๆ
We must see the movie now. (Present)
พวกเราต้องไปดูหนังเดี๋ยวนี้
We must pay damage. (Future)
พวกเราต้องจ่ายค่าเสียหาย
MUST มีวิธีใช้ ดังนี้
1. ใช้ must เพื่อแสดงข้อบังคับ (Compulsion) หรือหน้าที่ (Duty) เช่น
You must apologize for your mistake.
คุณต้องขอโทษที่ทำผิด
You must look after your parents.
คุณต้องเลี้ยงดูคุณพ่อคุณแม่ของคุณ
You must tell me the truth.
คุณต้องบอกความจริงให้ผมทราบ
We must be loyal to our country.
พวกเราต้องซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติ
2. ใช้ must เพื่อแสดงความจำเป็น (Necessity) เช่น
You must take the medicine daily.
คุณต้องทานยาทุกวัน
I must work hard for promotion.
ฉันต้องทำงานหนักเพื่อให้ได้เลื่อนตำแหน่ง
3. ใช้ must เพื่อแสดงความน่าจะเป็นไปได้ (Probability) เช่น
She must be mad to do this.
หล่อนต้องบ้าแน่เลยที่ทำอย่างนี้
I think she must be Miss Sona.
ฉันคิดว่าหล่อนต้องเป็นคุณโซน่าแน่เลย
4. ใช้ must เพื่อแสดงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ (Strong Determination) เช่น
I must teach her the lesson.
ผมจะต้องสอนบทเรียนให้กับหล่อน
We must read the report today.
พวกเราต้องอ่านรายงานในวันนี้ (เท่านั้น)


รูป MUST


รูปบอกเล่า รูปปฏิเสธ รูปคำถาม
I must … I must not (mustn’t)… Must I…?
You must … You must not (mustn’t)… Must you…?
We must … We must not (mustn’t)… Must we…?
They must … They must not (mustn’t)… Must they…?
He must … He must not (mustn’t)… Must he…?
She must … She must not (mustn’t)… Must she…
It must … It must not (mustn’t)… Must it…?


การใช้ OUGHT

Ought ใช้คู่กับ to (ought to) แปลว่า ควรจะ มีวิธีใช้ ดังนี้
1. ใช้ ought to เพื่อแสดงหน้าที่ (duty) เช่น
You ought to study English.
คุณควรเรียนภาษาอังกฤษ (ในฐานะที่เป็นนักเรียน)
She ought to be faithful to her husband.
หล่อนควรจะซื่อสัตย์ต่อสามีของตัวเอง
2. ใช้ ought to เพื่อแสดงความจำเป็น (Necessity) เช่น
You ought to do your duty honestly.
คุณควรจะทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์
She ought to study hard for her family.
หล่อนควรจะเรียนอย่างหนักเพื่อครอบครัวของตัวเอง
3. ใช้ ought to เพื่อแสดงความเหมาะสม (Fitness) เช่น
He ought to know typing for the post.
เขาควรจะรู้การพิมพ์ดีดสำหรับตำแหน่งนี้
You ought to be fluent in English for the post.
คุณควรจะเก่งภาษาอังกฤษสำหรับตำแหน่งนี้
4. ใช้ ought to เพื่อแสดงข้อผูกมัดทางศีลธรรม (Moral Obligation) เช่น
You ought to help the poor.
คุณควรช่วยเหลือคนจน
You ought to polite to others.
คุณควรสุภาพต่อคนอื่น
5. ใช้ ought to + have + V3 เพื่อแสดงภาระหน้าที่ หรือข้อผูกมัดในอดีต (Obligation) ที่ยังทำไม่สำเร็จ เช่น
We ought to have spent the money carefully.
พวกเราควรใช้จ่ายเงินอย่างระมัดระวังมากกว่านี้
I ought not to have wasted my time.
ฉันไม่ควรเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์เลย

หมายเหตุ : รูปอื่นๆ ของ ought to มีดังนี้

รูปบอกเล่า I ought to… She ought to… They ought to…
รูปคำถาม Ought I to…? Ought she to...? Ought they to...?
รูปปฏิเสธ I ought not to… She ought not to... They ought not to...
รูปย่อ oughtn’t


การใช้ NEED

Need แปลว่า ต้องการ เป็นได้ทั้งกริยาแท้ (Principal Verb) และกริยาช่วย (Auxiliary) มีวิธีใช้ ดังนี้
1. ใช้ need เป็นกริยาแท้ (Principal Verb) ในความหมายว่า ต้องการ (Require) เช่น
Ladda needs my help.
ลัดดาต้องการความช่วยเหลือจากฉัน
She needs money.
หล่อนต้องการเงิน
2. ใช้ need เป็นกริยาช่วย (Auxiliary) จะมีเพียงรูปเดียวไม่เปลี่ยนแปลง โดยมากจะใช้กับ not เช่น
You need not worry about your money.
คุณไม่ต้องกังวลใจเรื่องเงินของคุณหรอก
Dr.Prakit need not think about his future.
ดร.ประกิตไม่คิดเกี่ยวกับอนาคตตัวเอง
You need not pay extra for my service.
คุณไม่ต้องจ่ายเพิ่มให้กับการบริการของผม
3. ใช้ need กับ hardly ในบางครั้ง เช่น
I need hardly say that I like you very much.
ฉันไม่จำเป็นต้องพูดว่าชอบคุณมากขนาดไหน
I need hardly say that I am very happy.
ผมไม่จำเป็นต้องพูดหรอกว่ามีความสุขมากขนาดไหน
4. ใช้ need คู่กับ only เช่น
She need only say what she wants and she will be granted.
หล่อนเพียงแต่บอกว่าอยากได้อะไร ก็จะได้ตามนั้น
I need only tell you that I should like to marry you.
ผมอยากจะพูดเพียงว่า ผมอยากจะแต่งงานกับคุณ
5. ใช้ need ในประโยคคำถามโดยไม่ต้องมี not เช่น
Need I read any longer?
ฉันจะอ่านไปทำไม
Need she comes again?
หล่อนจะมาทำไมอีก
6. ใช้ need เพื่อเชื่อมกับ do และจากนั้นใช้เชื่อมกับ to + infinitive ในประโยคเดียวกัน เช่น
Do you need to say about it?
จำเป็นต้องพูดสิ่งนี้ไหม
You don’t need to pay for your house.
คุณไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าบ้านเลย

หมายเหตุ : รูปอื่นๆ ของ need มีดังนี้
รูปบอกเล่า I need… She need… They need…
รูปคำถาม Need I…? Need she...? Need they...?
รูปปฏิเสธ I need not… She need not... They need not...
รูปย่อ needn’t


การใช้ DARE

Dare แปลว่า กล้า เป็นได้ทั้งกริยาแท้ (Principal Verb) และกริยาช่วย (Auxiliary) มีวิธีใช้ ดังนี้
1. ใช้ dare เป็นกริยาแท้ในความหมายว่า กล้า หรือ ท้าทาย (Defy, Challenge) ที่พิเศษคือ dare สามารถผันได้เป็น 3 ช่องด้วย คือ dare-dared-dared เช่น
He dares me to do it.
เขาท้าให้ฉันทำ
I didn’t dare to tell Joy about my love.
ผมไม่กล้าบอกจอยเกี่ยวกับความรักของผม
Tom dared to drink before his father.
ทอมกล้าดื่มเหล้าต่อหน้าพ่อเขา
2. ใช้ dare เป็นกริยาช่วย จะใช้ในความหมายว่า กล้า เช่น
I dare not speak with her father.
ผมไม่กล้าพูดกับพ่อของหล่อน
She dare not ask me for money.
หล่อนไม่กล้าถามเอาเงินจากผม

หมายเหตุ : รูปอื่นๆ ของ dare มีดังนี้
รูปบอกเล่า I dare… She dare… They dare…
รูปคำถาม Dare I…? Dare she...? Dare they...?
รูปปฏิเสธ I dare not… She dare not... They dare not...
รูปย่อ daren’t

การใช้ USED TO

Used to แปลว่า เคย ใช้พูดถึงนิสัยหรือสิ่งที่เคยทำติดต่อกันนานๆ ในอดีต เช่น
I used to read English newspaper in the morning.
ผมเคยอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษในตอนเช้า
I used to play in the garden.
ผมเคยเล่นในสวน
He used to write letter to his friend in London.
เขาเคยเขียนจดหมายถึงเพื่อนที่อยู่ลอนดอน

แบบฝึกหัด

1. จงขีดเส้นใต้กริยาแท้ (Principal Verbs) ของประธานในแต่ละประโยคต่อไปนี้
1.1 I sent him a letter.
1.2 Mr. Thawush applied for the medicine.
1.3 Thai students are lazy.
1.4 Mr. Sunan was arrested yesterday.
1.5 My son was watching TV.
1.6 One of my students has been in the room.
1.7 My friends were hungry.
1.8 I worked hard for promotion.
1.9 The windows are closed.
1.10 My wife has a good memory.
2. จงบอกว่ากริยาของประธานในแต่ละประโยคต่อไปนี้เป็น Transitive หรือ Intransitive Verbs
1.1 My teacher saw me yesterday.
1.2 My students played football for one hour.
1.3 He stopped the train by pulling the chain.
1.4 Mr.Robert stayed in Royal River Hotel.
1.5 The birds fly in the sky.
1.6 The hungry lion roars.
1.7 The reports proved false.
1.8 The child had fallen sick.
1.9 The wind is cold.
1.10 They selected me president.
3. จงเลือกหริยาในวงเล็บที่ให้ไว้ในแต่ละข้อ เติมในช่องว่างให้ถูกต้อง
1.1 She _________ (has, have) posted the letter.
1.2 I _______ (am, is, are) a teacher.
1.3 Her father _______ (have, has) returned home.
1.4 My students ________ (is, am, are) Thais.
1.5 They __________ (are, were, be) in Bangkok last year.
1.6 We ___________ (have, has) lived in Bangkok for ten years.
1.7 My brother and my sister _________ (has, have) been waiting for me since morning.
1.8 I ___________ (have, has) been teaching English for ten years.
1.9 The teachers ____________ (is, are, were) in the room an hour ago.
1.10 Dale doesn’t ___________ (has, have) any friend in Bangkok.
4. จงเลือกรูปกริยาช่วย be, have, do ที่เหมาะสมที่สุด เติมในช่องว่างให้ถูกต้อง
1.1 We shall go to Khonkaen after we ____________ finished our work here.
1.2 She ____________ watching TV when we entered the room.
1.3 The boy _________ become unconscious before his mother came.
1.4 ______________ you ever been to Puvieng district?
1.5 That is what she _____________ not seem to understand.
1.6 Mr. Sunan _____________ been learning English for five years.
1.7 How _________________ you propose to find the money for it?
5. จงเลือกกริยาที่ให้ไว้ในแต่ละข้อต่อไปนี้ เติมลงในช่องว่างให้ถูกต้อง
1.1 I don’t think I __________(shall, should, can) be able to go.
1.2 She _______________ (shall, will, dare) not pay unless she is compelled.
1.3 ______________ (Should, Shall, Would) I assist you?
1.4 You ____________ (ought, should, would) to pay your debts.
1.5 I ________________ (would, used, ought) to be an atheist but now I believe in God.
1.6 You ______________ (needn’t, mustn’t, won’t) light a match: the room is full of gas.
1.7 _________________ (Should, Would, Shall) you like another cup of coffee?
1.8 He ______________ (used, is used, was used) to play cricket before his marriage.
1.9 He _____________ (can, will, might) come, but I should be surprised.
1.10 The Prime Minister ______________ (would, need, is to) make a statement tomorrow.